ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 4222/2545

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าร้านค้า โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการอยู่ในร้านค้านั้น ต่อมาจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำใบบันทึกการขายปลอมรวม 4 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใบบันทึกการขายปลอมจำนวน 25 ฉบับ ไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมได้โอนเงินให้แล้ว ส่อแสดงให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวข้องกันในกิจการร้านค้าที่จำเลยที่ 1 ทำการค้าขายอยู่นั้นด้วย ในการนำใบบันทึกการขายและใบสรุปยอดการขายบัตรเครดิตไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 หมุนเวียนกันไปโดยไม่มีบุคคลอื่น นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยังเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาในคดีร่วมกันปลอมและใช้บัตรเครดิตและใบบันทึกการขายอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกง โดยมีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ต้องหาดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการปลอมและใช้บันทึกการขายปลอม และมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมใบบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ ของผู้ถือบัตรเครดิตซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมต่างรายกัน โดยสภาพของการกระทำจำเลยทั้งสามต้องทำใบบันทึกการขายดังกล่าวทีละฉบับ ในทันทีที่จำเลยทั้งสามปลอมใบบันทึกการขายฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิแล้วกระทงหนึ่ง การปลอมใบบันทึกการขายของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหลายกรรมเป็น 25 กระทง ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามเนื้อความของเอกสารสิทธิปลอมแต่ละฉบับนั้น การนำเอกสารสิทธิหลายฉบับไปใช้ก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนเอกสารสิทธิที่นำไปใช้ได้ แม้จะนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในคราวเดียวกันก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำในใบบันทึกการขายปลอมรวม 25 ฉบับ ไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 เมษายน 2537 และระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2537 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนานำใบบันทึกการขายปลอมรวม 25 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ร่วม ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมตามเนื้อความของใบบันทึกการขายปลอมแต่ละฉบับดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายกรรมรวม 25 กระทง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามกับนางสาวนริสราหรืออาริตา กิจขยัน ซึ่งยังหลบหนีได้ร่วมกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 265, 268, 341 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 240,340 บาท (ที่ถูกเป็น 290,340 บาท) ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อโกงไปแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268, 341 ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดรวม 25 กระทง จึงให้เรียงกระทงลงโทษเป็นรายกระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยคนละ 12 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 83,200 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265, 341, 341 ประกอบด้วยมาตรา 80 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง โดยฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 83,200 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 3 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จำหน่ายสินค้าอยู่ที่แผงบี-5,6 จำเลยที่ 2 จำหน่ายสินค้าอยู่ที่แผงบี-7,8 ในย่านการค้าดาวน์ทาวน์ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสมาชิกของธนาคารโจทก์ร่วมที่จะรับชำระราคาสินค้าด้วยบัตรเครดิตของโจทก์ร่วมที่ออกให้แก่ผู้ถือบัตรซึ่งมาซื้อสินค้าของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์ร่วมได้มอบเครื่องรูดบัตรเครดิตให้แก่จำเลยทั้งสองไว้ประจำแผงร้านค้าดังกล่าวแผงละ 1 เครื่อง และมอบแบบพิมพ์ใบบันทึกการขาย (แผ่นเซลสลิป) ให้ด้วย ทั้งนี้มีข้อตกลงกันว่าจำเลยทั้งสองจะรับบัตรเครดิตชำระราคาสินค้าได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท หากเกินวงเงินดังกล่าวจำเลยทั้งสองจะโทรศัพท์ขออนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของโจทก์ร่วมที่กรุงเทพมหานครเสียก่อน สำหรับใบบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ เป็นบันทึกการขายที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมรูดจากเครื่องรูดบัตรเครดิตที่โจทก์ร่วมมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ประจำร้านค้าของจำเลยที่ 1 หรือแผงบี-5,6 และมีการปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงลงในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตรในแบบพิมพ์ใบบันทึกการขายที่โจทก์ร่วมมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ประจำร้านค้าของจำเลยที่ 1 หรือแผงบี-5,6 และมีการใช้ใบบันทึกการขายปลอมทั้ง 25 ฉบับ ดังกล่าวโดยมีผู้นำมายื่นแก่โจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 สำหรับใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.9 รวม 4 ฉบับ จำเลยที่ 3 เป็นผู้นำมายื่นและโจทก์ร่วมได้โอนเงินตามใบบันทึกการขายดังกล่าว รวมเป็นเงิน 83,200 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.10 รวม 4 ฉบับ จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำมายื่นแต่พนักงานของโจทก์ร่วมตรวจพบว่าเป็นใบบันทึกการขายที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมจึงไม่โอนเงินตามใบบันทึกการขายดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4222/2545 · ทนอย Thanoy