ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 4230/2548

หลักกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย คดีที่จำเลยนำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และมีผู้อื่นร้องขัดทรัพย์ก็ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีร้องขัดทรัพย์ต่อไปหรือไม่ยอมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในอันที่จะใช้ดุลพินิจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของจำเลย การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ของจำเลย เป็นกรณีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 กรณีหาใช่เป็นการเริ่มต้นฟ้องคดีใหม่ หรือถอนฟ้องคดีที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้แล้วตามมาตรา 145 (4) จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้หรือกรรมการเจ้าหนี้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนจำเลยโดยเปิดเผยแล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้แจ้งทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งการที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้คำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 665/2540 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่าง นายอาทิตย์ สุขศิวานันท์ โจทก์ นายวิเชียร ตันติวิริยะคุณ จำเลย ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 75754 และ 75755 จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของนายวิเชียรเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ระหว่างการบังคับคดี นายอำไพ ตันติวิริยะคุณ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นของผู้ร้องตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 785/2535 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวแล้ว พิพากษายกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวได้แก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลย(นายวิเชียร) ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้ผู้ร้อง (นางอำไพ) และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 การบังคับคดีของโจทก์ (นายอาทิตย์) ย่อมไม่ประทบสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์พิพาทได้ พิพากษากลับให้เพิกถอนการยึด โดยศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์เห็นพ้องกับเหตุผลของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 วันที่ 5 ตุลาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2544 ว่านางอำไพปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมครบถ้วนแล้ว จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนางอำไพในที่ดินดังกล่าวที่จำเลยจะยึดที่ดังกล่าว ซึ่งกรณีเช่นนี้ได้มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และการบังคับคดีย่อมไม่กระทบถึงสิทธิดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นฎีกาจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า ในการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะใช้ดุลพินิจในการดำเนินคดีว่าจะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีของจำเลยหรือไม่ และเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ยื่นฎีกาแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คำพิพากษาให้จำเลยหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นฎีกาจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ในปัญหาว่าการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ยื่นฎีกาในคดีร้องขัดทรัพย์ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องบุคคลภายนอกเป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 มาตรา 3 ได้บัญญัติให้มีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายไปยังศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิจารณาคดีนี้ไปเสียทีเดียว ในปัญหาว่า การที่พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย คดีที่จำเลยนำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และมีผู้อื่นร้องขัดทรัพย์เช่นนี้ก็ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีร้องขั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4230/2548 · ทนอย Thanoy