ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536

ฎีกาที่ 4247/2536

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นไม่ได้ตั้งประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ของที่ดินพิพาทไว้เพราะจำเลยได้ให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 7 ตารางวา ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ของที่ดินพิพาทจึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้รับความยินยอมจากสามีให้ฟ้องคดีนั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ให้เพราะศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีก็ตามแต่ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยทั้งสองต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลฎีการับวินิจฉัยให้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นนี้ใหม่ การถมดินในที่ดินพิพาทเป็นเพียงการเตรียมการก่อสร้างบ้านและรั้วคอนกรีตเท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองที่ดินพิพาท เพราะเป็นการที่โจทก์และจำเลยร่วมกันถมดินทั้งแปลงใหญ่ และเมื่อจำเลยยังไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วน ระยะเวลาเริ่มต้นแห่งการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงไม่เริ่มนับ แต่ต้องเริ่มนับตั้งแต่จำเลยสร้างบ้านรุกล้ำและล้อมรั้วเพื่อแสดงแนวเขตที่แน่นอนในที่ดินพิพาท และเมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกนางฉันทนา ดาวราย ว่าโจทก์ และเรียกนางลาวัณย์อุปอินทร์ กับเรียกนายสมโภชน์ อุปอินทร์ ว่า จำเลยที่ 1และที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องในสำนวนแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11971 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11972 พร้อมบ้านเลขที่ 37/3 ซึ่งจำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2529โจทก์ได้ไปยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เนื่องจากหลักเขตต่าง ๆ ได้ถูกเคลื่อนย้ายและสูญหายไปจากตำแหน่งเดิมเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดสอบเขตแล้ว ปรากฏว่าหลักเขตที่ดินของโจทก์ด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ถูกเคลื่อนย้ายและสูญหาย นอกจากนั้นยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้สร้างบ้านและรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดปักหลักเขตโดยได้คัดค้านการสอบเขตเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการเปรียบเทียบ เมื่อวันที่5 สิงหาคม 2529 และแจ้งให้คู่กรณีไปยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 90 วันจำเลยทั้งสองได้สร้างบ้านและรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตามรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 คิดเป็นเนื้อที่7 ตารางวา ราคาตารางวาละ 20,000 บาท ขอให้พิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการปักหลักเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 11971 ของโจทก์ด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสอบเขต (ตรวจเขต) ตามคำขอของโจทก์ โดยห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินกับให้จำเลยทั้งสองรื้อบ้านและรั้วคอนกรีตด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 11971ของโจทก์ ถ้าหากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ควรจะต้องรื้อบ้านและรั้วคอนกรีตออกไป ก็ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินค่าที่ดินแก่โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11971 โจทก์ไม่ได้รับความยินยอมจากสามีให้ฟ้องคดี จำเลยทั้งสองไม่ได้สร้างบ้านและรั้วคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ หากโจทก์มีสิทธิหรือเคยมีสิทธิในที่ดินพิพาท7 ตารางวาจริง สิทธิของโจทก์ก็ระงับไปแล้ว เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกินกว่า 10 ปี ด้วยการถมดินและปรับที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2518 โดยถมตามแนวรั้วที่ปรากฏในปัจจุบัน ต่อมาได้มีการสร้างรั้วคอนกรีต โรงเรือน และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ตลอดแนวที่ดินพิพาทโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ จำเลยทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วขอให้พิพากษายกฟ้อง และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การถมดินและปรับที่ดินไม่ใช่เป็นการแสดงเจตนาครอบครองที่ดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เพราะการถมดินและปรับที่ดินได้ทำพร้อมกันทั้งของโจทก์และของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองสร้างบ้านและรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ยังไม่ถึง 10 ปี ขอให้พิพากษายกฟ้องแย้ง ชั้นพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ผู้ขอต้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายที่ดินจะฟ้องเจ้าของที่ดินไม่ได้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้ง ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้สำนวนหลังว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 11971 เนื้อที่ประมาณ 7 ตารางวาซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามแผนที่วิวาทบริเวณพื้นที่สีเขียว (ก.1, ก.2, ข.1, ข.2) เอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข 1 ตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา โดยถมดินสร้างบ้านและรั้วคอนกรีตอย่างถาวรโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11971 ในส่วนที่จำเลยทั้งสองครอบครองและให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสองหากไม่ไปก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยทั้งสองได้สร้างบ้านพร้อมรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองไม่เคยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของ การก่อสร้างบ้านและรั้วคอนกรีตของจำเลยทั้งสองยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยทั้งสองจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วคอนกรีต สตูดิโอและเรือนกล้วยไม้ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในเขตแนวเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาท เอกสารหมาย จ.ล.1 ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 11971 ของโจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อฎีกาเรื่องจำนวนเนื้อที่ของที่ดินพิพาทน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4247/2536 · ทนอย Thanoy