ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 425/2548

หลักกฎหมาย

การใช้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 122 นั้น จะกระทำได้เฉพาะกรณีไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา มิใช่หมายถึงว่า จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่ผู้ถือจะพึ่งได้รับไป ในกรณีที่จำเลย (ลูกหนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้ร้องใช้สิทธิขอให้จำเลยโดยผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญา ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2535 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 22154 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่ผู้ร้องในราคา 3,200,000 บาท โดยผู้ร้องวางเงินมัดจำเป็นจำนวน 1,700,000 บาท แก่จำเลยและได้ยื่นคำร้องขอปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ผู้ร้องเห็นว่าผู้คัดค้านมีคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านและสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยให้รับชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท จากผู้ร้องและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลย แล้วให้ผู้คัดค้านจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 22154 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 และมีคำพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้คัดค้านได้ยึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 22154 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 2 ไร่ 2 ตารางวา เพื่อนำมาขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวโดยอ้างว่าผู้ร้องตกลงจะซื้อจากจำเลยในราคา 3,200,000 บาท และได้ชำระเงินมัดจำจำนวน 1,700,000 บาท แก่จำเลยแล้ว ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้ร้องได้ชำระเงินค่ามัดจำจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยตามข้อตกลงจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย ร.1 เป็นสำเนาเอกสารต้องห้ามมิให้รับฟังและจำเลยก็มิได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง แต่การที่ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยจำเลยยินยอมนั้นถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามข้อตกลงจะซื้อจะขายตามกฎหมายเท่านั้น ผู้ร้องยังไม่ได้ชำระเงินมัดจำดังกล่าวแก่จำเลย โดยผู้คัดค้านมีจำเลยเบิกความว่า ผู้ร้องไม่ได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยแต่ประการใด ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ปี 2535 เท่านั้น ส่วนผู้ร้องมีตัวผู้ร้องและนางวันเพ็ญ ขำเพ็ง ภริยาผู้ร้องเบิกความว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับผู้ร้องในราคา 3,200,000 บาท ผู้ร้องได้วางเงินมัดจำในวันทำสัญญา 1,200,000 บาท และต่อมาได้ชำระเงินมัดจำอีก 500,000 บาท เงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจะชำระให้หมดภายในปี 2536 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 หลังจากนั้นผู้ร้องจึงเข้าถมดินทำคันกั้นดิน และปลูกสร้างบ้านไว้ 4 หลัง ตามภาพถ่ายหมาย ร.3 กับขอเลขที่บ้าน ดำเนินการเรื่องขอไฟฟ้าและประปาตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ สำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาทะเบียนเอกสารหมาย ร.4 ถึง ร.6 เห็นว่า การที่ผู้ร้องได้ปลูกสร้างบ้านและก่อสร้างอาคารอื่นในที่ดินพิพาทในลักษณะมั่นคงถาวรและประกอบธุรกิจในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาอย่างเป็นเจ้าของทั้งในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านรับว่าผู้ร้องตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยจริง เพียงแต่คัดค้านว่าผู้ร้องยังไม่ได้ชำระเงินมัดจำค่าที่ดินจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อขายและหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 เท่านั้น หากเป็นกรณีที่ผู้ร้องเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยดังที่จำเลยกล่างอ้างมาจำเลยย่อมสามารถนำหลักฐานสัญญาเช่ามาแสดงต่อผู้คัดค้านในชั้นสอบสวนหรือต่อศาลในชั้นพิจารณาให้ปรากฏชัด แต่จำเลยหามีหลักฐานอื่นสนับสนุนไม่ คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยลอยๆ เท่านั้น ไม่มีน้ำหนัก ดังนี้พยานหลักฐานของผู้ร้องประกอบกับข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านสอบสวนมาจึงมีน้ำหนักรับฟังว่าผู้ร้องตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยผู้ร้องและจำเลยได้ทำเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายและจำเลยได้รับเงินมัดจำจากผู้ร้องในวันทำสัญญา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2548 · ทนอย Thanoy