คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 4259/2559
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรรถจักรยานยนต์เกือบ 20 คัน ในระยะเวลาต่อเนื่องติดต่อกัน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสุจริตชนอันส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อพิเคราะห์ประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว เห็นว่า บิดามารดาผู้ปกครองจำเลย รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดจำเลย ไม่อยู่ในวิสัยที่จะอบรมดูแลสั่งสอนจำเลยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาจึงเป็นการเหมาะสมแล้ว และเมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์ในระหว่างการสอบสวนตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นจึงต้องหักวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวในระหว่างการสอบสวนออกจากระยะเวลาการฝึกอบรม ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่หักวันควบคุมออกจากระยะเวลาฝึกอบรมเป็นการไม่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 83พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 132
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 49,500 บาท แก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีนี้ต่อกับโทษหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 และ 448/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถจักรยานยนต์เป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การด้วยวาจาในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง แต่ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 10,000 บาท โดยจะนำมาวางต่อศาลชั้นต้นภายในสิ้นเดือนเมษายน 2558 ตามรายงานการประชุมครั้งที่ 1 ของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 เมษายน 2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 3 จังหวัดนครราชสีมา มีกำหนดขั้นต่ำ 4 เดือน และขั้นสูง 8 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายภายในวันที่ 30 เมษายน 2558 กับให้นับระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีนี้ต่อกับระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 181/2558 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 448/2557 ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษหรือระยะเวลาการฝึกอบรมให้ได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ และเมื่อเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งไปฝึกอบรมแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอให้นับโทษต่อ หากคดีถึงที่สุดจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ จำเลยยังไม่ถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรม ให้ส่งตัวไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนด 8 เดือน หรือถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวฝึกอบรมแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนดขั้นสูง 8 เดือน ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนด 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์อนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันรับของโจรและยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 181/2558 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 448/2557 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 183/2558 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่า เหตุกระทำผิดฐานรับของโจรเกิดระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง แต่ตามฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยมิได้แก้ฎีกาคัดค้านเป็นอย่างอื่น โจทก์บรรยายฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 448/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 183/2558 ของศาลชั้นต้นในข้อหารับของโจรว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 181/2558 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหารับของโจรว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ซึ่งการรับของโจรในคดีนี้เป็นคนละช่วงเวลากับการรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 183/2558 ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลา 0.30 นาฬิกา หลังจากจำเลยกับพวกถูกจับกุมในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรในคดีนี้แล้ว จำเลยกับพวกได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถจักรยานยนต์ได้รวม 16 คัน และชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์อีกเป็นจำนวนมากรวมแล้ว 33 รายการ ซึ่งรวมทั้งรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 181/2558 และ 183/2558 ของศาลชั้น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง