ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 4274/2540

หลักกฎหมาย

หนังสือแจ้งของเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 จะต้องเป็นการแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนซึ่งได้จัดเตรียมการจ่ายไว้แล้วโดยไม่ต้องกระทำการอย่างอื่นอีก หากหนังสือแจ้งของเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เป็นกรณีที่ยังสามารถดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอีกโดยยังไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทน ก็ไม่ใช่หนังสือแจ้งของเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว หนังสือที่จำเลยมีถึงโจทก์ผู้ถูกเวนคืนระบุเรื่องว่า ขอเชิญให้ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนและสิ่งที่ส่งมากับหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือแสดงรายการเอกสารที่ต้องใช้ในการทำสัญญาเกี่ยวกับค่าทดแทน และมีข้อความในหมายเหตุอีกว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่ตกลงทำสัญญา การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 จะทำการวางเงินค่าทดแทนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นหนังสือที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มาทำสัญญาซื้อขายตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 แล้ว สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนของจำเลยทั้งสองนั้น หลังจากมีการทำสัญญาซื้อขายต่อกันแล้ว จำเลยที่ 1 จะมีหนังสือแจ้งโจทก์ผู้ถูกเวนคืนให้มารับเงินค่าทดแทนในภายหลังอีกครั้งหนึ่ง แต่โจทก์ไม่ได้มาทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1ต่อมาเมื่อครบกำหนด 60 วัน จำเลยที่ 1 จึงได้นำเงินค่าทดแทนไปวางที่สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์และมีหนังสือถึงโจทก์เรื่องแจ้งการวางเงินค่าทดแทน ซึ่งมีข้อความให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนได้โดยไม่มีข้อที่จะดำเนินการอย่างอื่นอีก ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการแจ้งโจทก์ให้มารับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 25 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อไร และหนังสือฉบับดังกล่าวลงวันที่ 15 มีนาคม 2534 ดังนั้น โจทก์จะต้องได้รับหนังสือไม่เร็วกว่าวันที่ 15 มีนาคม 2534 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 13 พฤษภาคม 2534 ไม่เกินหกสิบวัน จึงเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ อาคารโกดังคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวของโจทก์มีเนื้อที่ 841.30 ตารางเมตร ตรงกับเนื้อที่ตามฟ้องของโจทก์ แม้อาคารหลังนี้อยู่ในแนวเขตที่จะเวนคืนเพียงบางส่วนเนื้อที่ 300 ตารางเมตรก็ตาม แต่โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ขอให้เวนคืนส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งใช้การไม่ได้แล้ว และไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีฯ ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ ซึ่งถือว่ารัฐมนตรีฯ วินิจฉัยให้เจ้าหน้าที่เวนคืนตามคำร้องขอของโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 วรรคสอง แล้ว เมื่อจำเลยต้องชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยของศาลโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสามส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ส่วนวันเริ่มต้นชำระดอกเบี้ยนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องมีการจ่าย และปรากฏตามหนังสือแจ้งการวางเงินค่าทดแทนของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน4,149,515.37 บาท ไปวางที่สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม2534 ในนามของโจทก์ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจากเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ศาลวินิจฉัยให้เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดซึ่งรวมกันแล้วเป็นจำนวน 13,403,084.63 บาท แต่ต่อมาคณะกรรมการแก้ไขราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนได้แก้ไขราคาเบื้องต้นเฉพาะที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นอีก 5,607,000 บาท และโจทก์ได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้วเมื่อวันที่26 เมษายน 2536 นับแต่วันดังกล่าว ต้นเงินที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยจึงต้องลดลงจำนวน5,607,000 บาท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 25490, 25818 และ25819 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 721 ตารางวา อยู่ในแนวเขตที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ โดยกำหนดให้ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,884,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำเกินไปที่ดินโจทก์ตั้งอยู่ในเขตชุมชน เป็นที่ดินผืนเดียวกันทั้งหมด มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินปัจจุบันมีราคาตารางวาละ 90,000 บาท คิดเป็นเงิน 64,890,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกเป็นเงิน 62,006,000 บาท นอกจากนี้จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,265,515.37บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำเกินไปและกำหนดให้ไม่ครบถ้วนกล่าวคือ อาคารโกดังคอนกรีตชั้นเดียว เนื้อที่ 841.30 ตารางเมตร ถูกเวนคืน 300 ตารางเมตร ซึ่งอาคารส่วนที่เหลือไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนให้โดยคิดเต็มเนื้อที่ทั้งหมดในราคาตารางเมตรละ 3,500 บาท เป็นเงิน 2,944,550 บาท ป้อมยามคอนกรีตเสริมเหล็ก หน้าต่างทำด้วยกระจก ประตูไม้สักใช้วัสดุและอุปกรณ์ในการก่อสร้างอย่างดีราคา 150,000 บาท รั้วคอนกรีตความยาว 175.79 เมตร รั้วดังกล่าวเป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กสูงประมาณ 4 เมตร มีเหล็กดัดเชื่อมต่อระหว่างเสารั้วแต่ละต้น เมื่อรื้อถอนรั้วจะเสียหายทั้งหมดแต่จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะรั้วคอนกรีตเท่านั้นทั้งที่ยังมีความเสียหายอีกหลายรายการ เช่น ประตูรั้วเหล็กดัด โคมไฟฟ้าบนเสารั้ว ท่อสายไฟฟ้า และสายไฟฟ้าตลอดแนวรั้ว จะต้องกำหนดค่ารั้วคอนกรีตเป็นเงิน1,015,920 บาท ประตูรั้วเหล็กดัดพร้อมโคมไฟฟ้าบนเสารั้วเป็นเงิน 250,000 บาทท่อสายไฟฟ้าและสายไฟฟ้าเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,415,920 บาทถนนคอนกรีตเป็นเงิน 200,000 บาท ท่อระบายน้ำเป็นเงิน 150,000 บาท สนามหญ้าเนื้อที่ 3,017.48 ตารางเมตร กับสวนหย่อม ไม้ดอกและไม้ประดับเป็นเงิน 400,000 บาทโคมไฟฟ้าบนสนามหญ้ารวมทั้งท่อสายไฟฟ้าและสายไฟฟ้าใต้ดินเป็นเงิน 100,000 บาทรวมค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 5,360,470 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้น 4,094,954.63 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 66,100,954.63 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวซึ่งโจทก์ขอคิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,949,138.92 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 88,050,093.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,100,954.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยทั้งสองได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2533แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2534เกินกว่ากำหนด 60 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,646,866.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 25490, 25818 และ 25819 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินโจทก์ดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 721 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้างถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด... พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้ประกาศราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว คิดเป็นเงินค่าทดแทนได้ดังนี้ ที่ดิน 721 ตารางวา ตารางวาละ 4,000 บาท เป็นเงิน 2,884,000บาท สิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 1,265,515.37 บาท และมีหนังสือลงวันที่ 11 กันยายน2533 แจ้งให้โจทก์ไปติดต่อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4274/2540 · ทนอย Thanoy