คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 4279/2551
หลักกฎหมาย
ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลขึ้นไป คือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อสำนักงานของโจทก์เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดสระบุรีได้ ข้อตกลงที่ให้ฟ้องคดีที่ศาลแพ่งนั้น จึงขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่อาจใช้บังคับได้ สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีตามสัญญาเช่าซื้อไปก่อนที่รถยนต์ที่เช่าซื้อจะสูญหาย เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วนอกจากโจทก์จะได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดในความเสียหายหากต่อมาการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 217 จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามที่สัญญาเช่าซื้อได้กำหนดไว้ และย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อไม่ส่งคืนก็ต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน แต่เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย โจทก์จึงเรียกค่าขาดประโยชน์ได้จนถึงวันที่รถยนต์สูญหายไป หลังจากนั้นโจทก์จะเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,334,550 บาท กับชำระค่าเสียหาย 350,000 บาท และชำระค่าเสียหายภายหลังฟ้องวันละ 400 บาท จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 252,000 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 400 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 180 วัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 1,000,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 54,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง 10,715 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 80 - 7907 มหาสารคาม ไปจากโจทก์ในราคา 2,487,800 บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 200,000 บาท ค่าเช่าซื้อที่เหลือชำระเป็นงวดรายเดือนงวดละ 63,550 บาท รวม 36 งวด งวดแรกชำระวันที่ 15 ตุลาคม 2539 งวดต่อๆ ไปชำระทุกวันที่ 15 ของเดือนจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 15 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 15 มกราคม 2541 เป็นต้นมา จนกระทั่งเมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2541 จำเลยทั้งสองทราบว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อได้สูญหายไป คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรพลฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ โจทก์มีนายสุรพล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันประกอบเอกสารว่า นางกรรัชต์ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์มอบอำนาจให้พยานฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งตามสำเนาหนังสือรับรองได้ระบุว่า นางกรรัชต์เป็นกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญผูกพันโจทก์ได้ และตามหนังสือมอบอำนาจก็ระบุว่า โจทก์โดยนางกรรัชต์มอบอำนาจให้พยานมีอำนาจฟ้องคดีต่อจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางกรรัชต์มีอำนาจทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจให้นายสุรพลฟ้องคดีนี้แทน โจทก์จึงมอบอำนาจให้นายสุรพลฟ้องคดีโดยชอบ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายชูศักดิ์พยานโจทก์เบิกความว่า พยานมีอำนาจทำการแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 แต่สำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 ขัดกับสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ตรงวันที่โจทก์จดทะเบียนและจำนวนหรือชื่อกรรมการ แสดงว่าสำเนาหนังสือรับรองทั้งสองฉบับมิได้คัดจากต้นฉบับ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ถูกต้องนั้นเห็นว่า ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 มีนายชูศักดิ์และนางกรรัชต์เป็นกรรมการและระบุว่ากรรมการคนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้นั้น นายทะเบียนออกให้เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ส่วนสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ที่ระบุว่านางกรรัชต์มีอำนาจทำการแทนโจทก์นั้น นายทะเบียนออกให้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 ซึ่งนางกรรัชต์มีอำนาทำการแทนโจทก์เพียงลำพังคนเดียว มิใช่นายชูศักดิ์หรือนางกรรัชต์คนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งนายชูศักดิ์ก็ได้เบิกความอธิบายว่านายชูศักดิ์มีอำนาจทำการแทนโจทก์ถึงปี 2542 เท่านั้น และมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 ดังนั้น แม้จำนวนและชื่อกรรมการแตกต่างกันก็ไม่ถือว่าขัดกันหรือไม่ถูกต้อง ส่วนปีที่โจทก์จดทะเบียนตามสำเนาหนังสือรับรองทั้งสองฉบับแม้จะแตกต่างกัน แต่นายชูศักดิ์ได้เบิกความยืนยันว่า โจทก์จดทะเบียนเมื่อปี 2532 ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 ส่วนปี 2538 ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ไม่ถูกต้องอาจเกิดจากพิมพ์ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นตามที่นายชูศักดิ์เบิกความ ทั้งตามสำเนาหนังสือรับรองทั้งสองฉบับแม้ปีที่โจทก์จดทะเบียนจะแตกต่างกัน แต่นางกรรัชต์ก็มีอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง