คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 4281/2562
หลักกฎหมาย
จำเลยเปิดสมุดบัญชีเงินฝากเพื่อให้ ป. ใช้รับโอนเงินค่ายาเสพติดจากลูกค้า จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือ ป. ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น จึงต้องระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับ ป. จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3606/2558 ของศาลชั้นต้น เมื่อได้ความว่า การกระทำความผิดของ ป. ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ซึ่งคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ป. ตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง และลงโทษจำคุกเพียง 15 ปี จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาแก้ไขโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 212ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 6พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 66พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 3
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 15 ปี จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายประยงค์ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,600 เม็ด และชนิดเกล็ด 1 ถุง น้ำหนัก 100 กรัม กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เป็นของกลาง ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรียื่นฟ้องนายประยงค์ในข้อหาดังกล่าวเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3606/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายประยงค์ให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท จากการสอบสวนขยายผลของเจ้าพนักงานตำรวจพบว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2557 จำเลยได้ขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 650-2-14xxx-x ไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นในระหว่างวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง มีการโอนเงินค่ายาเสพติดจากการกระทำความผิดของนายประยงค์เข้าบัญชีและเบิกถอนออกไปหลายครั้ง พนักงานสอบสวนเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายประยงค์ จึงขออนุมัติจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลย หลังจากนั้นขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อให้ผู้กระทำความผิดโอนเงินค่ายาเสพติดเข้าฝากและเบิกถอนออกไปเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของกลุ่มผู้กระทำความผิดโดยเฉพาะ ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีมาประกอบการพิจารณาเป็นสำคัญ สำหรับคดีนี้โจทก์มีร้อยตำรวจโทจำนงค์ และร้อยตำรวจโทใจกล้า เป็นพยานเบิกความสรุปได้ว่า ภายหลังจากมีการจับกุมนายประยงค์ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว พยานทั้งสองได้ร่วมกันสืบสวนขยายผล โดยร้อยตำรวจโทจำนงค์สอบปากคำนายประยงค์ได้ความว่า รับเมทแอมเฟตามีนจากนายชัช ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง และนายหัสพงศ์ เมื่อขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าแล้ว ลูกค้าจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ได้เปิดไว้หลายบัญชี รวมทั้งบัญชีของจำเลยด้วย ซึ่งนายประยงค์จ้างให้เปิดบัญชีไว้รับโอนค่ายาเสพติดให้ญาติของนายชัชและนายหัสพงศ์ นอกจากนี้ยังพบใบโอนเงินจากบัญชีของจำเลยเข้าบัญชีของนางสาววิจิตตา พี่ภริยานายชัช และบัญชีของนางสาวปิยะมาศ ภริยานายหัสพงศ์ พยานทั้งสองตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 1406 xxxx ของนายประยงค์พบว่า มีการส่งข้อความให้บุคคลอื่นโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย และมีบันทึกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 9224 xxxx ของจำเลยไว้ด้วย นอกจากนี้โจทก์มีนางสาวสรารัตน์ ภริยานายประยงค์ มาเบิกความสนับสนุนอีกปากหนึ่งว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุ พยานอยู่กินเป็นสามีภริยากับนายประยงค์ ขณะนายประยงค์ถูกจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจยึดยาเสพติดของกลางได้ในบ้านที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน พยานทราบว่านายประยงค์ให้จำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมทำบัตรเอทีเอ็มไว้ให้เพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติดจากลูกค้า แล้วใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินโอนไปให้เจ้าของยาเสพติด และในภายหลังพยานถูกฟ้องข้อหาสมคบกับนายประยงค์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พยานให้การรับสารภาพตามฟ้อง และก่อนหน้าถูกจับกุม พยานเคยให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนไว้จริง ดังนี้ จะเห็นได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ โดยยืนยันตรงกันว่าการเปิดบัญชีเงินฝากของจำเลยกระทำขึ้นเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติดของนายประยงค์ ซึ่งในชั้นสอบสวนพยานทั้งสามก็ให้การไว้ในทำนองเดียวกัน โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ เฉพาะอย่างยิ่งนางสาวสรารัตน์เป็นเพื่อนกับจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และในคดีที่นางสาวสรารัตน์ถูกฟ้องในข้อหาสมคบกับนายประยงค์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นางสาวสรารัตน์ก็ได้ให้การรับสารภาพ จึงไม่มีเหตุที่จะให้การและเบิกความซัดท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง