ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 4283/2542

หลักกฎหมาย

จำเลยได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 2 แปลง มาเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันชำระหนี้แทน ศ. เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าผูกพันตนต่อโจทก์ เพื่อชำระหนี้ในเมื่อ ศ. ไม่ชำระหนี้อันมีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันครบถ้วนตามมาตรา 680 วรรคหนึ่งแล้ว จำเลยจึงมีความผูกพันตามเอกสารดังกล่าวในฐานะผู้ค้ำประกัน และแม้จำเลยจะมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ยึดถือไว้ด้วย ก็หาทำให้ผลของสัญญาค้ำประกันนั้นเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อจำเลยหาหลักประกันมาให้โจทก์ได้ โจทก์ก็อาจไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ ศ. ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คได้หาใช่เป็นการอุปการะให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นอันจะทำให้สัญญาค้ำประกันเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงไม่เป็นโมฆะ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ ศ. ตามคำพิพากษาอยู่แล้ว การที่โจทก์ยอมรับเครื่องทองรูปพรรณและเครื่องเพชรไว้โดยที่ยังไม่ดำเนินการบังคับคดีแก่ ศ. ยังไม่ถือเป็นการผ่อนเวลาชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม อันจะทำให้จำเลยซึ่งเข้าค้ำประกันหนี้ดังกล่าวหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีแก่ ศ. เมื่อใดก็ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้นางศิริวัลย์หรือบุญญิสา จอกแก้วตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ๗๔๗/๒๕๓๘ เรื่องตั๋วเงินโดยศาลพิพากษาให้นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์และนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาออกเช็คชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ต่อมาเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงนำเช็คฟ้องดำเนินคดีแก่นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค และนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๘ ในวันดังกล่าว นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่เหลืออีก ๙๐๐,๐๐๐ บาท จะชำระให้วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๘ และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวจำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ๒ ฉบับเลขที่ ๒๗๐๒ และ ๒๗๐๖ เลขที่ดิน๙๗, ๑๐๑ มอบแก่โจทก์ และจำเลยทำหนังสือสัญญาชำระหนี้แทนนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาโดยสัญญาว่า นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาจะนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามกำหนด หากชำระครบแล้วโจทก์ต้องคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลย หากนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาไม่ชำระยอมให้โจทก์นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกขายใช้หนี้โจทก์ ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระเงินนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาชำระเงินให้โจทก์เพียง๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่เหลืออีกจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงเลื่อนไปชำระวันที่๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ ครั้นเมื่อถึงกำหนดชำระ นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาไม่ชำระโจทก์ทวงถาม แต่จำเลยและนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน ๘๓๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน ๒ แปลงที่มอบไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยให้การว่า ตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมจำเลยทำสัญญาโดยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาวางเป็นหลักประกันเท่านั้นมิได้ค้ำประกันด้วยบุคคล โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวเพราะไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์คงมีสิทธิยึดหน่วงเท่านั้น จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเนื่องจากเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระโจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้นางศิริวัลย์หรือบุญญิสา จอกแก้ว โดยจำเลยมิได้ตกลงยินยอม นอกจากนี้โจทก์ยังไม่ได้สละการบังคับคดีแก่นางศิริวัลย์หรือบุญญิสา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของนางศิริวัลย์หรือบุญญิสา จอกแก้ว โดยศาลพิพากษาให้นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาได้ออกเช็คชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คแก่นางศิริวัลย์หรือบุญญิสา วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๘ นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาถูกจับกุม จึงชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจะชำระภายหลัง จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาชำระหนี้ และมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ๒ ฉบับเลขที่ ๒๗๐๒ และ ๒๗๐๖ ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ยอมให้นางศิริวัลย์หรือบุญญิสานำเงินมาชำระหนี้ที่เหลือจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๘ ต่อมาเมื่อถึงกำหนดนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์และนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาตกลงเลื่อนการชำระหนี้ที่เหลืออีกจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาทไปวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ โดยจำเลยยินยอม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องของโจทก์ไว้แล้วว่า นางศิริวัลย์หรือบุญญิสา จอกแก้ว เป็นหนี้โจทก์อยู่ ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท นางศิริวัลย์หรือบุญญิสาได้ชำระหนี้แล้ว ๑๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาจะนำมาชำระแก่โจทก์ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๘ เพื่อเป็นหลักประกันจำเลยได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม ๒ ฉบับ มามอบให้โจทก์ไว้เพื่อค้ำประกันชำระหนี้แทนนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาหากนางศิริวัลย์หรือบุญญิสาไม่ชำระเงินแก่โจทก์จนครบถ้วน โดยโจทก์ไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4283/2542 · ทนอย Thanoy