ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 4288/2551

หลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไว้แทน น. ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสาม น. ได้ ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 73 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการล่วงหน้าและรับเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำจากจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามเป็นตัวแทนของ น. ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน และดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ น. ทำไว้กับจำเลยที่ 1 สิทธิในที่ดินและตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสาม หากมีการโต้แย้งสิทธิก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของ น. มิใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งที่จะนำคดีมาสู่ศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรนายนันทวัฒน์และเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 เนื้อที่รวมกัน 16 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ไว้แทนนายนันทวัฒน์ เมื่อประมาณกลางปี 2537 จำเลยที่ 1 มาหานายนันทวัฒน์ติดต่อขอซื้อที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 73 แปลง โดยติดต่อหลายครั้ง ในที่สุดนายนันทวัฒน์ตกลงขายที่ดินทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 110,000,000 บาท มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายระบุว่าผู้จะซื้อจะชำระเงินค่ามัดจำ 8,000,000 บาท ให้แก่ผู้ขาย มีเงื่อนไขว่าผู้จะขายจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4812 ให้แก่ผู้จะซื้อก่อน เพื่อนำไปเป็นหลักทรัพย์ในการเสนอขอกู้เงินจากบุคคลที่ให้การสนับสนุนจำเลยที่ 1 แล้วจะนำเงินมาชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือต่อไป ต่อมานายสุชาติซึ่งจำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นหุ้นส่วนร่วมทำธุรกิจนำแบบหนังสือสัญญาขายที่ดินของสำนักงานที่ดินมาให้โจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อตามจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ให้ โดยหนังสือสัญญาขายที่ดินยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ เมื่อโจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อแล้ว นายสุชาติได้นำหนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ซื้อ โจทก์ที่ 1 ทักท้วงจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้ตกลงขายให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนด้วยอีกคนหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินแล้วก็ออกจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมไปกับนายสุชาติ โดยนายสุชาติบอกจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสามว่าจะรีบไปเบิกเงินมาชำระค่าที่ดิน เมื่อนายสุชาติกลับมาที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม โจทก์ที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับการลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 นายสุชาติไม่ยอมตอบ บอกว่าจะรีบไปชำระเงินค่าธรรมเนียม จากนั้นก็เดินกลับมาหาโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งถือโฉนดที่ดิน 2 แปลง ที่โจทก์ที่ 1 มอบให้ และพูดว่าเรียบร้อยแล้ว นายสุชาติบอกให้ไปเอาเงินที่บ้าน โจทก์ทั้งสามรวมทั้งนายนันทวัฒน์จึงตามนายสุชาติไป เมื่อถึงบ้านนายสุชาติให้โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงินในหนังสือสัญญา โจทก์ที่ 1 ทักท้วงว่าไม่ได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดว่าทำไว้ให้สบายใจทุกฝ่ายเท่านั้นเองไม่มีอะไร โจทก์ทั้งสามจึงลงลายมือชื่อรับเงินค่ามัดจำเป็นเงิน 8,000,000 บาท ซึ่งในสัญญาฉบับดังกล่าวระบุการรับเงินถึง 13,000,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงิน 5,000,000 บาท เอาไว้ด้วย หลังจากนั้นนายสุชาติและจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วมาให้โจทก์ที่ 1 ดู โจทก์ที่ 1 จึงลงลายมือชื่อเป็นพยาน ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2538 โจทก์ที่ 1 และนายนันทวัฒน์ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน แต่ไม่พบ วันรุ่งขึ้นติดต่อไปที่บ้านนายสุชาติได้รับคำตอบว่าไม่ได้พบจำเลยที่ 1 นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินค่าที่ดินงวดที่สองมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจึงริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท และมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 กลับคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งมอบให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 บอกกล่าวให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินทั้ง 2 แปลงจากโจทก์ทั้งสามเป็นการรับโอนไว้แทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 2 แปลง ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 2 แปลง คืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 รู้จักกับนายนันทวัฒน์บิดาของโจทก์ทั้งสามมานานแล้ว เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินกันหลายครั้ง มีความสนิทสนทกันมาก เมื่อเดือนกันยายน 2537 โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้าน ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยดำเนินการนำที่ดินตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ไปทำการจัดสรรและขายให้แก่บุคคลอื่นเพื่อนำผลกำไรมาแบ่งปันกัน แต่โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มีข้อแม้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินประมาณ 10,000,000 บาท ก่อนโดยให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดต่อหานายทุนให้ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้ทราบว่าหาเงินให้โจทก์ทั้งสามได้แล้ว แต่โจทก์ทั้งสามต้องทำสัญญาโอนขายที่ดินให้ 2 แปลง คือที่ดินโฉ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288/2551 · ทนอย Thanoy