คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 4296/2568
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น หาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กระทำขึ้นในต่างประเทศมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายได้โดยไม่จำต้องนำหนี้ดังกล่าวไปร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์กับจำเลยประกอบกิจการร้านอาหาร เมื่อปี 2558 โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาอนุญาตให้ใช้วิทยาการความรู้ (KNOW – HOW LICENSING AGREEMENT) และสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (TRADEMARK LICENSING AGREEMENT) เพื่อจัดตั้งร้านอาหารในประเทศไทยร่วมกัน วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 จำเลยเริ่มเปิดกิจการร้านอาหาร แต่ต่อมาอีกประมาณ 1 ปี มีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยจนเป็นเหตุให้ร้านอาหารต้องปิดกิจการลงในปี 2560 จำเลยจึงยื่นขอเริ่มต้นคดี (NOTICE OF ARBITRATION) เพื่อให้มีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการที่ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (THE SINGAPORE INTERNATIONAL ARBITRATION CENTRE) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาอนุญาตให้ใช้วิทยาการความรู้ (KNOW - HOW LICENSING AGREEMENT) และสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (TRADEMARK LICENSING AGREEMENT) เพื่อจัดตั้งและดำเนินธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย โดยมีข้อตกลงให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้อนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ชี้ขาดตามสัญญาข้อ 19 ต่อมาเกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยขึ้น จำเลยจึงนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อชี้ขาด โดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยมิได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยแต่อย่างใด การที่จำเลยเป็นฝ่ายเริ่มต้นกระบวนการระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการก่อน เท่ากับจำเลยยอมรับว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายและจำเลยยอมรับวิธีการระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว เมื่อต่อมาอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์มีคำชี้ขาดให้ยกข้อเรียกร้องของจำเลยและข้อเรียกร้องแย้งของโจทก์เนื่องจากเห็นว่าคู่พิพาทต่างฝ่ายต่างไม่ได้ผิดสัญญาต่อกัน แต่เห็นควรให้โจทก์ได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการคืนตามสัดส่วน จึงมีคำชี้ขาดให้จำเลยชำระเงิน (ก) 730 ดอลลาร์สหรัฐ (ข) 440,000 เยน (ค) 406,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ (ง) 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่มีคำชี้ขาด (วันที่ 11 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้เงินค่าใช้จ่ายร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการตกเป็นพับแก่จำเลย และร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการตกเป็นพับแก่โจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์ชำระเงินเกินจำนวนดังกล่าวแล้ว จึงให้จำเลยชดใช้เงินส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของจำนวนเงินที่จำเลยต้องชดใช้นับแต่วันที่มีคำชี้ขาดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ โดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่า คำชี้ขาดดังกล่าวไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างไร นอกจากนี้หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำชี้ขาดดังกล่าวก็ชอบที่จะคัดค้านโดยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดแต่อย่างใด ดังนี้ คำชี้ขาดดังกล่าวจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่พิพาทตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามคำชี้ขาดแก่โจทก์เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 11,708,608.14 บาท โจทก์จึงนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเป็นคดีนี้ ซึ่งการฟ้องคดีล้มละลายนั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง