ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 4324/2563

หลักกฎหมาย

ตามสำเนาคำขอโอนมรดกเฉพาะส่วน สำเนาบันทึกถ้อยคำเรื่องผู้จัดการมรดกรับโอนมรดก และสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 13015 ได้ความว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ขอจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. รับโอนมาให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของ ป. เจ้ามรดก ดังนี้ การขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกขอจดทะเบียนสิทธิในที่ดินให้แก่ทายาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 82 วรรคสอง ถือได้ว่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกได้กระทำโดยชอบตามกฎหมาย หากทายาทคนอื่นของ ป. เห็นว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เมื่อการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกดังกล่าวได้กระทำโดยชอบตามกฎหมายโจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนั้น นิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินส่วนดังกล่าวตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วจึงมีผลสมบูรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วมีโจทก์ฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้อุทธรณ์แต่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์โดยกล่าวโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า ตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบฟังได้ว่าโจทก์ทำนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมาโดยเสน่หาและโดยสมัครใจ จำเลยที่ 1 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ให้ทำนิติกรรม และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวโดยสุจริต ดังนี้ ในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นดังกล่าวต้องวินิจฉัยเพราะคู่ความยังโต้เถียงกันอยู่ และปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คดีได้มีการสืบพยานของคู่ความในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาใหม่ ในชั้นนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้โจทก์ทำนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมา และจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวโดยไม่สุจริตตามที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างหรือไม่ โดยพยานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และ ท. มาหลอกลวงโจทก์ให้โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่อ้างในฟ้อง นิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีข้อบกพร่องตามกฎหมายอย่างใดที่จะเพิกถอนได้ เมื่อไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วย่อมมีผลทำให้ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมาได้เช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตหรือไม่จึงไม่เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 เฉพาะส่วนฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ฉบับลงวันที่ 12 เมษายน 2559 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเพิกถอนการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินเพื่อให้ที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์กลับมาเป็นของโจทก์ตามเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ราคาค่าที่ดินเป็นเงิน 620,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีก (1 ใน 4 ส่วน) เพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีก (1 ใน 4 ส่วน) เพื่อให้ที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวกลับคืนสู่กองมรดกของนายปลีก หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ นางสาวทอง นางเอี้ยง และนายกิตติเป็นบุตรของนายปลีก (เจ้ามรดก) จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางสาวทอง เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 8 เศษ 1 ส่วน 10 ตารางวา มีชื่อโจทก์ นางสาวทอง นางเอี้ยง และนายปลีก เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน วันที่ 22 ตุลาคม 2539 นายปลีกถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายปลีก หลังจากนั้นมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนายปลีกเจ้ามรดกผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 มาเป็นชื่อของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนของนายปลีก ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลีกยื่นคำขอจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในฐานะส่วนตัว และในวันเดียวกันโจทก์ทำหนังสือสัญญาให้และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยที่ดินตามสัญญาให้ประกอบด้วยที่ดินส่วนที่โจทก์รับโอนมรดกของนายปลีกมาดังกล่าวกับที่ดินส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิม ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2559 จำเลยที่ 1 โดยนายสายยัน ผู้รับมอบอำนาจ นางเอี้ยง และนายสายยันในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทองอีกฐานะหนึ่งทำหนังสือสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลังจากนั้นวันที่ 29 มกราคม 2561 นายกิตติหรือจำลองยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 265/2561 ของศาลชั้นต้น ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดก คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 เฉพาะส่วนของโจทก์ซึ่งประกอบด้วยที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมากับที่ดินส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมา โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมด้วย จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เห็นสมควรหยิบยกกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาตรงกันให้ยกคำขอขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน โดยกรณีนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้และสัญญาขายดังกล่าวซึ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าโจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะเหตุใด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง