คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 4328/2565
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 2 หลายครั้ง แล้วย้อนกลับมาแทงผู้ตายที่ 1 ขณะที่ผู้ตายที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ตายที่ 1 ลงจากรถจักรยานยนต์เข้าช่วยเหลือผู้ตายที่ 2 หรือเข้าไปทำร้ายจำเลยแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายในการแทงของจำเลยแยกออกจากกันได้ว่า จำเลยประสงค์จะแทงผู้ตายคนใด มิใช่แทงในขณะที่มีการชุลมุนกัน แม้การแทงผู้ตายทั้งสองจะเกิดจากมูลเหตุเดียวกันและต่อเนื่องกัน ก็สามารถแยกเจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและ ให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ระหว่างพิจารณา นางสาวกัญญาภัทร มารดาผู้ตายที่ 1 และนางอำนวย มารดาผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และให้เรียกนางสาวกัญญาภัทรว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนางอำนวยว่า โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 และนายบุญเกื้อ ผู้ร้องที่ 1 บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 200,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ร่วมที่ 1 และผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 4,032,000 บาท ค่าขาดแรงงาน รวมเป็นเงิน 2,016,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,248,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเกิดเหตุแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และผู้ร้องที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 และนายเปีย ผู้ร้องที่ 2 บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 240,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 4,500,000 บาท ค่าขาดแรงงาน 1,800,000 บาท ค่าการศึกษาและค่าครองชีพของนางสาวอธิษฐาน บุตรโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 360,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเกิดเหตุแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 24 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 16 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 16 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 566,666.66 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ชำระเงิน 477,585.33 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จากต้นเงินแต่ละจำนวนจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ฎีกาในประเด็นนี้ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองจึงมิได้เป็นคู่ความที่จะมีสิทธิฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมานั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ตั้งแต่ที่ผู้ตายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนศร โดยมีผู้ตายที่ 2 เดินมาพร้อม ๆ กัน ผู้ตายทั้งสองชี้มือไปด้านหน้าและถือท่อนเหล็กมุ่งตรงไปทางรถของจำเลยจนพ้นจากหน้าจอภาพไปจนถึงตอนที่จำเลยวิ่งไล่แทงผู้ตายที่ 2 กลับเข้ามาในจอภาพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง