คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 4339/2550
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกแก่ผู้ทำแผนเมื่อศาลคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว และให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลม ดังนั้น การให้ความยินยอมในการรับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงถือเป็นการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนที่จะให้ความยินยอมได้ ทั้งไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 90/12 (9)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทปากเกร็ด แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญาจำนำหุ้นเป็นประกัน และสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน 18,533,498.73 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละตามเอกสารแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,806,404.44 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอ จี ลอนดอน เจ้าหนี้รายที่ 22 และเอฟวะนิว เอเชีย อินเวสท์เม้นต์ส แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 24 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันและสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน 18,533,498.73 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละตามเอกสารแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,806,404.44 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์หลักประกันดังนี้ 1. หุ้นในบริษัทเอเชียส อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด จำนวน 32,545,000 หุ้น 2. หุ้นในบริษัทคลิปเปอร์ชิพ อินเวสเมนท์ (บีวีไอ) ลิมิเต็ด จำนวน 49,994 หุ้น 3. หุ้นในบริษัทไอร์แลนด์ คันทรี เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ อินคอร์ปปอเรต จำนวน 51,419,997 หุ้น 4. หุ้นในบริษัทเจไอ เทเลคอมโฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 12,859 หุ้น 5. หุ้นในบริษัทเอเชียส (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 194,999,993 หุ้น 6. หุ้นในบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 60,000,000 หุ้น โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิในการได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น เจ้าหนี้รายที่ 22 ยื่นคำร้องคัดค้านสรุปเป็นใจความว่า เจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาโดยไม่ชอบและไม่สุจริต ทั้งสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้รับโอนมาเป็นหนี้ด้อยสิทธิ จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ และผู้บริหารแผนต่างยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้รายที่ 22 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เจ้าหนี้รายที่ 22 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2539 ลูกหนี้กู้เงินจากสถาบันการเงินรวม 12 แห่ง เป็นเงินทั้งสิ้น 80,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสำเนาสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2543 บีเอ็นพี แบงคอค อินเตอร์เนชั่นแนล สำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพฯ และบีเอ็นพี พารีบัส สาขาสิงค์โปร์ เจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตามสัญญาดังกล่าวได้โอนสิทธิเรียกร้องส่วนของตนให้แก่แบงเกอร์ทรัสต์ คัมปานี เป็นเงิน 7,571,875 ดอลลาร์สหรัฐ และ 3,785,937.50 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ.4 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2543 แบงเกอร์ทรัสต์ คัมปานี ได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินกู้ที่รับโอนมาดังกล่าวให้แก่ เอ เอส โอ ไอ (มอริเชียส) ลิมิเต็ด จำนวน 11,357,812.50 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ.6 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 สถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2539 รวมทั้ง เอ เอส โอ ไอ (มอริเชียส) ลิมิเต็ด ได้ตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขและยกร่างขึ้นใหม่จำนวน 60,575,000 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 และสัญญาฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่วนมูลหนี้ตามสัญญาตจำนำหุ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2543 ลูกหนี้ได้ทำสัญญา PLEDGE OF NEW SHARES
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง