ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 4359/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยอมรับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้วบันทึกว่า สอบจำเลยที่ 2 แล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธ เท่ากับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (8) และมาตรา 227 วรรคแรก แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 59 เม็ด น้ำหนักรวม 5.49 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสามร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวนไม่แน่ชัดโดยทำให้ระเหิดเป็นควันแล้วสูดรับควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ขวดเสพเมทแอมเฟตามีน 1 ขวด กระดาษตะกั่วมีคราบเมทแอมเฟตามีน 2 แผ่น ถุงพลาสติกใส 1 ถุง และกระดาษบัญชีรายชื่อ 3 แผ่น เป็นของกลาง ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคดีหมายเลขแดงที่ 6489/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพันโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 (ที่ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำคุกคนละ 1 ปี และให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือนและปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 5,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน รวมสองกระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและอยู่ระหว่างการศึกษา จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 48 ชั่วโมง (ที่ถูก ต้องระบุว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสำหรับจำเลยที่ 3) ริบของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ 2 รับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้วบันทึกว่า สอบจำเลยที่ 2 แล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธเท่ากับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (8) และมาตรา 227 วรรคแรก แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอาวุธพนักงานสอบสวนเบิกความประกอบใบแจ้งผลการตรวจสอบสารเสพติดว่า ได้ส่งจำเลยที่ 2 ไปตรวจปัสสาวะที่โร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง