คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 436/2544
หลักกฎหมาย
การแย่งการครอบครองที่ดินจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่น จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ร. เพราะร. ได้ยกให้ ว. ก่อนตาย ว. ได้ครอบครองทำประโยชน์มาประมาณ20 ปี โดยโจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้อง แล้ว ว. ได้ขายให้จำเลย จำเลยจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อจาก ว. ไม่ได้บุกรุก เห็นได้ว่าจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาตั้งแต่ต้น จำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ คดีจึงไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่จึงไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมหากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาบางส่วนขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินตาม ส.ค.1เลขที่ 3 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรีให้จำเลยทั้งสองปรับพื้นดินให้อยู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกปีละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินแปลงพิพาทตาม ส.ค.1เลขที่ 3 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรีกึ่งหนึ่ง ทางด้านทิศตะวันออกเป็นของโจทก์และทายาทโดยธรรมของนางทอน สาระวงษ์ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายอีกปีละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในกำหนด จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเกินมาจำนวน 61,641.50 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับและไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายบุญ สาระวงษ์ และนางทอนสาระวงษ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน คนหนึ่งคือนายละออง สาระวงษ์นางทอนเป็นบุตรนางหราบหรือหลาบหรือกุหลาบ พระฉาย มีน้องร่วมมารดาคนหนึ่งคือนางหวัน มุนิต นางหราบ นางทอน และนายละออง ต่างถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยนางหราบตายไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2510 นางทอนตายวันที่ 30 กันยายน 2531 นายละอองตายปี 2534 เดิมที่ดินแปลงพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 3 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 100 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา เป็นของนางหราบใช้ทำนาทำไร่และปลูกบ้านอยู่อาศัยร่วมกับนางทอนและนางหวัน นางทอนแต่งงานก่อนนางหวัน แต่งงานแล้วนางทอนได้แยกครอบครัวออกไปอยู่กับนายบุญสามีส่วนนางหวันและนายแผน มุนิต สามียังคงอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทร่วมกับนางหราบ ปี 2524 หลังจากนางหราบตายไปแล้ว นางหวันได้นำที่ดินแปลงพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเองทั้งแปลง นางทอนคัดค้านเจ้าพนักงานจึงไม่ออกโฉนดที่ดินให้นางหวัน ต่อมาปี 2532 หลังจากนางทอนตายไปแล้วนางหวันได้นำที่ดินแปลงพิพาทไปขายให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางหราบหรือไม่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางหราบเพราะนางหราบได้ยกให้นางหวันแล้วตั้งแต่ก่อนนางหราบจะถึงแก่ความตาย และนางหวันได้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของตลอดมา ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นของนางหวัน เมื่อนางหวันได้ขายให้จำเลยทั้งสองแล้วที่ดินแปลงพิพาทจึงตกเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองนำสืบว่า นอกจากที่ดินแปลงพิพาทแล้วนางหราบยังมีที่ดินอยู่อีกแปลงหนึ่งเนื้อที่เท่า ๆ กับที่ดินแปลงพิพาทและนางหราบได้ยกให้นางทอนไปก่อนแล้วจึงได้ยกที่ดินแปลงพิพาทให้นางหวันด้วยวาจา หลังจากนางหราบตายไปแล้วนางหวันได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทเพียงลำพัง นางทอน โจทก์และนายละอองไม่เคยมายุ่งเกี่ยว ฝ่ายโจทก์นำสืบว่า นางหราบมีที่ดินแปลงพิพาทอยู่แปลงเดียวไม่เคยยกให้นางหวันหลังจากนางหราบตายไปแล้ว นางทอนและนางหวันได้แบ่งแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัดคนละครึ่ง โดยนางทอนครอบครองทางด้านทิศตะวันออก นางหวันครอบครองทางด้านทิศตะวันตก นางทอนตายแล้วโจทก์และนายละอองได้เข้าครอบครองส่วนของนางทอนสืบต่อมาเห็นว่า นางห่อน ศรีนาก นางลำดวน สาระวงษ์ และนายเวิน เยาวยอดพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นางหราบมีที่ดินอยู่แปลงเดียวคือที่ดินแปลงพิพาท ทั้งนางห่อนเบิกความด้วยว่า หลังจากนางทอนแยกครอบครัวออกไปแล้วนางทอนยังเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาทอยู่ และนายเวินก็เบิกความว่า หลังจากนางหราบตายแล้ว นางทอนและนางหวันต่างก็ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทโดยนางทอนทำประโยชน์ทางด้านทิศตะวันออกร่วมกับลูก ๆ นางหวันทำประโยช
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง