ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566

ฎีกาที่ 4360/2566

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. โจทก์ที่ 1 ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกแทนที่ ส. ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับ ว. ศาลในคดีดังกล่าวได้ทำการไกล่เกลี่ยโดยจำเลยที่ 1 เข้าร่วมไกล่เกลี่ยด้วย แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ 3 จึงขอถอนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าจำเลยทั้งสามกับฝ่ายโจทก์ยังคงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งมรดกของ ว. ซึ่งยังตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านว่าหลังจากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ได้มาบอกจำเลยที่ 3 ว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในช่องที่ระบุชื่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 3 ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 แล้ว อีกทั้งหลังจากที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ด้วยการชำระเงินในนามของจำเลยทั้งสามจำนวน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม โดยเป็นเงินมรดกของ ค. ซึ่งอยู่ในบัญชีของ ว. และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าว กับจำเลยที่ 2 นำเงินมาอีกส่วนหนึ่งด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้โต้แย้งคัดค้านต่อโจทก์ทั้งสามว่าไม่ได้รู้เห็นหรือไม่ยินยอมในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นและยินยอมโดยปริยายให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 ในสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญายอมด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 56705 ตามที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด แต่ ศ. และ ร. ในฐานะทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งด้วย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสามและ ศ. กับ ร. ที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหาก แต่สัญญาประนีประนอมยอมความก็ยังคงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามอยู่ หาได้มีผลให้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกที่สมบูรณ์ และโจทก์ทั้งสามยอมรับว่าถูกพินัยกรรมของ ว. ตัดสิทธิจากกองทรัพย์มรดกของ ว. แล้ว การที่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิของบุคคลอื่นมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่มีอำนาจ ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 414 นั้น จำเลยทั้งสามไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้โจทก์ทั้งสาม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม หากจดทะเบียนโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระราคาแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,299,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) ไปจนกว่าชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์อีกเดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามหรือใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนาย 15,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และหากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,500,000 บาท และร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 25 มีนาคม 2563) และนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 มิถุนายน 2562) ตามลำดับ เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือใช้ราคาแทน แก่โจทก์ทั้งสามจนเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสาม นายสมศักดิ์ นางสุคนธ์ และนางวิไลวรรณ เป็นบุตรของนายมิลินทร์และนางมาลี ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสาม นางศิริพร และนางสาวศิริพรรณ เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 นายสมศักดิ์กู้ยืมเงินจากนางสุคนธ์ 3,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 47484 ไว้เป็นประกัน และวันที่ 19 สิงหาคม 2547 นางสุระษา ภริยานายสมศักดิ์กู้ยืมเงินนางสุคนธ์ 2,000,000 บาท แล้วนายสมศักดิ์และนางสุระษาไม่ชำระหนี้ ต่อมานายสมศักดิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2548 ศาลมีคำสั่งตั้งนางสุระษาเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ นางสุคนธ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 ศาลมีคําสั่งตั้งนางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ได้ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทของนายสมศักดิ์ และนางสุระษาในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ วันที่ 30 ตุลาคม 2550 นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ทําบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายมิลินทร์และนางสุคนธ์ วันที่ 27 กันยายน 2555 นางวิไลวรรณถึงแก่ความตาย วันที่ 3 มิถุนายน 2556 จําเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคําร้องขอให้ศาลตั้งจําเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ โจทก์ที่ 1 ยื่นคําคัดค้านและขอให้ศาลตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ จากนั้นจําเลยที่ 3 ได้ถอนคําร้องขอ วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 โจทก์ทั้งสามกับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจําเลยที่ 1 ล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4360/2566 · ทนอย Thanoy