ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 4362/2549

หลักกฎหมาย

จำเลยมีคำสั่งปลดโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างออกจากงาน ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการ ฯ ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ก็ไม่เป็นข้อจำกัดสิทธิมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างลูกจ้างถูกพักงานและถูกเลิกจ้างจนถึงเวลาที่นายจ้างรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 เมื่อจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยแม้โจทก์จะไม่ได้ทำงานให้เลย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โจทก์เป็นอดีตพนักงานของจำเลย เข้าทำงานเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2520 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสน ระดับ 8 อัตราขั้นเงินเดือน 29,750 บาท จำเลยมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 21 ถึง 23 ธันวาคม 2541 คณะผู้ตรวจการจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้เข้าตรวจการเงินและการงานของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสน ผลการตรวจเรียบร้อยดี ไม่มีข้อบกพร่อง ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2542 เวลา 8 นาฬิกา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 จำนวน 3 คน คือ นายวิจารณ์ ศรีสมบูรณ์ นายวุฒิ วาดบุญมา และนายอุดม หมื่นจำนงค์ ได้เข้ามาทำการตรวจสอบการเงินและการงานของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสน ตามคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 ซึ่งขัดกับระเบียบจำเลยฉบับที่ 321/2541 ที่กำหนดให้เป็นอำนาจของผู้ว่าการที่จะสั่งให้กองตรวจสอบภายในเป็นผู้ดำเนินการตรวจ เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวได้ทำการตรวจนับเงินสดในช่วงเช้า ปรากฏว่ามีอยู่ครบถ้วนถูกต้อง ช่วงบ่ายได้ทำการตรวจนับตราไปรษณียากร แต่ไม่ได้ให้คณะกรรมการเก็บรักษาเงินของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสนทั้งสามคนทำการตรวจนับเพื่อความถูกต้องอีกครั้งหนึ่งและลงนามรับทราบ ตามระเบียบจำเลยที่ 83/2525 จึงเป็นการกระทำที่มิชอบ เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวยังได้ร่วมกันปลอมแปลงโดยการขีดฆ่าและแก้ไข บันทึกผลการตรวจนับตราไปรษณียากรข้อที่ 2 และข้อที่ 3 ในภายหลัง ในช่วงเย็นของวันที่ 6 มกราคม 2542 ก่อนปิดตู้นิรภัย คณะกรรมการเก็บรักษาเงินได้ตรวจนับเงินสดและตราไปรษณียากร ปรากฏว่ามีอยู่ครบถ้วนถูกต้องและได้รายงานให้จำเลยทราบตามคำสั่งปลดออกที่รายงานว่าได้นำเงินส่วนที่ขาดมาลงชดใช้ในภายหลังแล้วนั้น ความจริงไม่ได้มีการชดใช้ เพราะตราไปรษณียากรไม่ได้ขาดจริง ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2542 โจทก์ได้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์เพชรบุรีได้ส่งมอบการเงินและงานให้นายมนัส มีชอบ หัวหน้าแผนกธุรการ สำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 มารับหน้าที่หัวหน้าไปรษณีย์กำแพงแสนต่อจากโจทก์ ได้มีการตรวจนับเงินและรับงานจากโจทก์ก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาใด ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2542 จึงมีการร้องเรียนต่อจำเลยถึงการย้ายตำแหน่งโดยไม่เป็นธรรม จำเลยจึงมีคำสั่งสอบสวนทางวินัยโจทก์และมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากงานโดยไม่ได้รับบำเหน็จ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินเดือนนับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้องรวมระยะเวลา 2 ปี 7 เดือน เป็นเงิน 922,250 บาท ค่าเสียหายทางด้านชื่อเสียงจำนวน 5,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ กสท. ที่ 51317/2542 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2542 พร้อมให้โจทก์เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ควรได้รับทั้งหมดและค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท จำเลยให้การว่า การที่นายวิจารณ์ ศรีสมบูรณ์ นายวุฒิ วาดบุญมา และนายอุดม หมื่นจำนงค์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 ไปทำการตรวจที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสนนั้น เนื่องจากนายบุญชู โกสุข ผู้อำนวยการสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 7 ในฐานะผู้บังคับบัญชาดูและรับผิดชอบการปฏิบัติงานของโจทก์โดยตรง ได้ทราบผลจากรายงานการตรวจงานและการเงินของผู้ตรวจการ ตามรายงานการตรวจสอบการเงิน (ตก. 6) เมื่อวันที่ 21 ถึง 23 ธันวาคม 2541 ว่าการปฏิบัติงานของที่ทำการไปรษณีย์กำแพงแสนไม่เป็นไปตามระเบียบ จึงให้เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวไปทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสามคนดังกล่าวทำการตรวจนับเงินสดและตราไปรษณียากรแล้วปรากฏว่าขาด ได้ทำบันทึกรายงานผลการตรวจสอบต่อผู้บังคับบัญชาโจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อยอมรับว่ามีตราไปรษณียากรขาดจริง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้พิจารณาเอกสารหลักฐานประกอบคำยืนยันของพยานบุคคลแล้วเชื่อว่าโจทก์ได้กระทำการทุจริตนำเงินที่จำหน่ายตราไปรษณียากรรวมจำนวน 48,385.50 บาท ไปใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบตามข้อกล่าวหาและได้มีการนำเงินมาชดใช้แล้ว คณะกรรมการได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วมีมติเอกฉันท์เห็นสมควรให้ลงโทษไล่โจทก์ออกจากงาน แต่เนื่องจากโจทก์ได้นำเงินมาชดใช้แล้ว จึงมีเหตุอันควรลดหย่อนให้ลดโทษไล่ออกจากงานเป็นการปลดโจทก์ออกจากงาน ซึ่งคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวินัยและคณะกรรมการบริหารงานบุคคลพิจารณาแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกันกับคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลย จึงมีคำสั่งที่ 51317/2542 ปลดโจทก์ออกจากงาน นอกจากนี้ โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งโดยระบุในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า โจทก์มีวั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2549 · ทนอย Thanoy