ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 4369/2561

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกันและเป็นจำนวนเดียวกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 ที่บังคับใช้ในขณะเกิดเหตุกำหนดคำนิยามของคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงจำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบหรือมีไว้เพื่อขาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เพียงบทเดียว ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตามมาตรา 16 ที่ได้กำหนดโทษไว้ในมาตรา 118 ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท ต่างจาก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89 ที่ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า แต่ในส่วนโทษปรับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89, 116 ริบเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูกมาตรา 80, 83) และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 81 ด้วย) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน จำคุก 20 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทาง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาญาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละหนึ่งในสาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี 13 เดือน 10 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 46 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 2,200,000 บาท นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน เฟนิลโพรพาโนลามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ดาบตำรวจ สมชาย และนายจักรพล นักสืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 13,800 เม็ด เฟนิลโพรพาโนลามีน 3 ถุง และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของจำเลยทั้งสองได้เป็นของกลาง จากการจัดส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 254.556 กรัม เฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางน้ำหนักสุทธิ 1,964.250 กรัม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีนหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจ สมชาย และนายจักรพล ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความว่า เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2550 ดาบตำรวจ สมชายได้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2561 · ทนอย Thanoy