คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 4373/2559
หลักกฎหมาย
อาการป่วยของโจทก์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน เพราะมีการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ว. อันเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิมาระยะหนึ่งแล้ว แต่อาการของโจทก์ไม่ดีขึ้นมีแต่จะทรุดลงจนเมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี จำเป็นต้องทำการเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องเอ็กซเรย์ของโรงพยาบาลตามสิทธิก็ชำรุด แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องสั่งให้นำตัวโจทก์ไปเอ็กซเรย์ที่ศูนย์ประชาชื่นโดยกำหนดนัดไว้แล้ว ก็ไม่อาจดำเนินการได้เพราะติดขัดที่ขั้นตอนอนุมัติของผู้อำนวยการโรงพยาบาลตามสิทธิ และไม่มีการนัดไปทำการเอ็กซเรย์ที่ศูนย์ประชาชื่นอีก ในขณะที่โจทก์ยังคงมีอาการเจ็บปวดมากขึ้นไม่มีความหวังว่าจะได้รับการรักษาต่อไปอย่างไร เสี่ยงต่อความตายหรือไม่ จนไม่อาจรอรับการรักษาจากโรงพยาบาลตามสิทธิอีกต่อไป โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาล ธ. ก็ให้ความเห็นว่า อาการป่วยของโจทก์มีความจำเป็นต้องรักษารีบด่วน หากมิได้รับการรักษาพยาบาลทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนี้ ถือได้แล้วว่าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นการด่วน และมีความจำเป็นเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาของโรงพยาบาลตามสิทธิชำรุด โจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเจ็บป่วย ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 216/2553 และให้จำเลยใช้เงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจำนวน 125,257 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 9,985 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 135,242 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,257 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาแก้ไขคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ รง 0623/(01)5143 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 216/2553เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงินจำนวน 125,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โรงพยาบาลตามสิทธิคือวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2552 ถึงต้นเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์ป่วยมีอาการไข้สูง ปวดท้องอ่อนเพลีย ท้องอืดและหนาวสั่น จึงไปพบแพทย์และตรวจรักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 4 ถึง 5 ครั้ง แพทย์ให้น้ำเกลือและยามารับประทาน แต่อาการป่วยไม่หาย จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีได้รับการเจาะเลือดตรวจหาสาเหตุของโรค พบว่าเกล็ดเลือดต่ำและติดเชื้อในกระแสโลหิต มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง วันที่ 6 พฤษภาคม 2552 โจทก์จึงถูกส่งตัวไปรับการรักษาในห้องไอซียูที่โรงพยาบาล วชิรพยาบาลซึ่งแพทย์มีแนวทางการรักษาโดยส่งโจทก์เข้ารับการตรวจทางท่อน้ำดีเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติด้วยวิธี PTBD หมายถึงใช้เข็มเจาะเข้าด้านหน้าท้องไปที่ท่อน้ำดี แต่โจทก์มีภาวะท้องอืดทำให้ได้ผลการตรวจไม่ชัดเจน จำเป็นต้องทำการเอ็กซเรย์ด้วยวิธี MRCP ซึ่งเป็นการเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเนื่องจากเครื่องเอ็กซเรย์ดังกล่าวของโรงพยาบาลวชิรพยาบาลชำรุดมาหลายเดือนแล้ว แพทย์ผู้ทำการรักษาจึงนัดส่งโจทก์ไปทำ MRCP ที่ศูนย์ประชาชื่นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 ครั้นถึงวันนัดก็เกิดเหตุขัดข้องยังส่งโจทก์ไปตรวจไม่ได้เพราะยังไม่ได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาลโดยไม่มีการนัดหมายว่าจะส่งโจทก์ไปรับการทำ MRCP เมื่อใด ญาติของโจทก์เห็นว่าโจทก์มีอาการทรุดลง จึงตัดสินใจพาโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 โดยมีรถของโรงพยาบาลธนบุรี 1 มารับตัวโจทก์ ซึ่งแพทย์ได้ทำการเอ็กซเรย์ทันทีและนำตัวโจทก์เข้าตรวจรักษาเป็นผู้ป่วยในพักฟื้นเตรียมการผ่าตัดโดยส่องกล้องคล้องเอานิ่วในท่อน้ำดีออกและแพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ได้ให้ความเห็นตามใบคำรับรองแพทย์ว่าอาการป่วยของโจทก์มีความจำเป็นต้องรักษารีบด่วน หากมิได้รับการรักษาพยาบาลทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 เวลา 12.46 นาฬิกา รับการผ่าตัดวันที่ 17 พฤษภาคม 2552 ระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 25 นาที และกลับบ้านได้ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 โจทก์เสียค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงิน 125,155 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง ต่อมาโจทก์ขอรับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลที่ทดรองจ่ายไปจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธไม่จ่ายให้อ้างว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นตามความสมัครใจของโจทก์เองไม่ใช่การเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีความจำเป็นทำให้ไม่สามารถรับบริการจากโรงพยาบาลตามสิทธิ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเจ็บป่วย โจทก์จึงมาฟ้องบังคับเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ไปรับการรักษาผ่าตัดเอานิ่วในถุงน้ำดีออกที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 เป็นกรณีจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์เนื่องจากเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีความจำเป็นทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตามสิทธิหรือไม่ เห็นว่า แม้อาการป่วยของโจทก์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน เพราะมีการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลอันเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิมาระยะหนึ่งแล้ว แต่อาการของโจทก์ไม่ดีขึ้นมีแต่จะทรุดลงจนเมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี จำเป็นต้องทำการเอ็กซเรย์ด้วยวิธี MRCP ซึ่งเป็นการเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องเอ็กซเรย์ของโรงพยาบาลตามสิทธิก็ชำรุด แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องสั่งให้นำตัวโจทก์ไปเอ็กซเรย์ที่ศูนย์ประชาชื่นโดยกำหนดนัดไว้แล้ว ก็ไม่อาจดำเนินการได้เพราะติดขัดที่ขั้นตอนอนุมัติของผู้อำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง