คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 4375/2564
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 กรณีมีเหตุเชื่อได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิ การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ย่อมลงโทษจำเลยได้เพียงฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้สนับสนุนให้ปลอมเอกสารสิทธินั้น จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู เข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก, 341 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว และความผิดฐานฉ้อโกงกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ให้นำโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู บวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 1 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้พิพากษา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมประกอบธุรกิจรับซื้ออ้อยจากชาวไร่อ้อยในเขตจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดเลย เพื่อส่งขายโรงงานน้ำตาล โจทก์ร่วมมีลูกจ้างในการจัดหาอ้อยโดยแบ่งเป็นทีม แต่ละทีมมีหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าทีม 1 คน และลูกทีมอีก 4 คน จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าทีมมีหน้าที่หาซื้ออ้อยให้โจทก์ร่วมในพื้นที่อำเภอศรีบุญเรืองและอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้จำเลยทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อยแทนโจทก์ร่วม จำเลยจะติดต่อกับชาวไร่อ้อยด้วยตนเองหรือติดต่อผ่านนายหน้าก็ได้ ก่อนทำสัญญาซื้อขาย จำเลยและลูกทีมจะต้องใช้เครื่องจีพีเอสวัดรอบพิกัดแปลงไร่อ้อยเพื่อคำนวณเนื้อที่และจำนวนอ้อย แล้วต่อรองราคาจำเลยจะต้องซื้อในราคาไม่เกินกว่าที่โจทก์ร่วมกำหนด เมื่อตกลงราคากันได้ จำเลยจะทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อย วางเงินมัดจำ และจ่ายค่านายหน้า โดยใช้เงินที่โจทก์ร่วมโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยจะให้ลูกทีมนำหนังสือสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขาย เอกสารระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้งเนื้อที่ไร่อ้อย และจำนวนอ้อยที่ตกลงซื้อขายกัน รวมทั้งใบสำคัญการจ่ายเงินมัดจำและค่านายหน้า ในกรณีมีค่านายหน้า ไปส่งมอบให้โจทก์ร่วมที่สำนักงานของโจทก์ร่วม นางธนารัตน์ ลูกจ้างของโจทก์ร่วม ที่มีหน้าที่ดูแลด้านบัญชีจะตรวจสอบสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบ หากถูกต้องตามขั้นตอนการปฏิบัติ นางธนารัตน์จะบันทึกข้อมูลผู้ขาย เนื้อที่ไร่อ้อย จำนวนอ้อยราคาซื้อขาย และจำนวนเงินมัดจำที่จ่ายไปแล้วลงในคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นจะมีการโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อนำไปมอบให้ผู้ขายและนายหน้า เมื่อวันที่ 10 หรือ 12 กันยายน 2560 จำเลยให้นายภูวดล ลูกทีมของจำเลย นำสัญญาซื้อขายอ้อยระหว่างนางถวิล ผู้เสียหายที่ 2 ผู้ขาย กับโจทก์ร่วม ผู้ซื้อ ลงวันที่ 8 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 ตกลงขายอ้อยให้แก่โจทก์ร่วม เนื้อที่ 72 ไร่ ในราคา 630,000 บาท มีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ลงไว้ในช่องผู้ขาย มีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ซื้อ และมีลายมือชื่อของนายมิตร ลูกทีมของจำเลย และนายฤทธิรงค์ นายหน้า ในช่องพยาน ตามสัญญาซื้อขายไปมอบให้นางธนารัตน์ที่สำนักงานของโจทก์ร่วมพร้อมด้วยเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 รับรองความถูกต้อง ใบสำคัญการจ่ายฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า จ่ายเงินมัดจำแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท มีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในช่องผู้รับเงิน และใบสำคัญการจ่ายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า จ่ายเงินค่านายหน้าให้แก่นายฤทธิรงค์ 4 รายการ เป็นเงินรวม 17,400 บาท มีรายการจ่ายค่านายหน้าแปลงไร่อ้อยของผู้เสียหายที่ 2 ให้นายฤทธิรงค์รวมอยู่ด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง