คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 4386/2551
หลักกฎหมาย
โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี แม้บ้านของโจทก์จะอยู่นอกเขตที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกซึ่งจดแม่น้ำลพบุรีแต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่งอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยานายหล่อ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ที่เกิดกับนายหล่อ ส่วนจำเลยและนายวงษ์เป็นบุตรนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อย เดิมนายฮ้อและนางฮวยบิดานายหล่อซึ่งเป็นปู่และย่าของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 กับจำเลยเป็นเจ้าของถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ต่อมาเป็นของนายวงษ์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางฮวยในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยรับมรดกจากนายฮ้อ แต่นายฮ้อและนางฮวยได้ยกที่ดินให้แก่นายหล่อบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 โดยการส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้และบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเวลา 40 ปี ก่อนบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จะถึงแก่กรรมได้ให้นายวงษ์มารับมรดกของนายฮ้อ โดยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่นายวงษ์ไป โจทก์ที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 7 ตำบลบางปะหัน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นอาณาเขตแน่นอนโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน 40 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปลูกบ้านอยู่อาศัยแยกครอบครัวแต่ละคนและทำรั้วแบ่งอาณาเขตแน่นอนโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน 20 ปี ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ครอบครองเนื้อที่ทั้งหมด 313 ตารางวา เมื่อนายวงษ์เสียชีวิตแล้วจำเลยไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยทราบมาก่อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนทางทิศใต้เนื้อที่ 300 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองให้จำเลยดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ ถ้าจำเลยไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยและมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้เรียกนายอพิเชษฐ์เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยและจำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 มิได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทจำเลยอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ปลูกบ้านในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสี่จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ตำบลเกาะลิง (บางปะหัน) อำเภอนครใน (บางปะหัน) แขวงเมืองกรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ร่วมกันเฉพาะตามแนวเส้นสีเขียวรวมถึงที่ดินปลูกบ้าน บ.4 บ.5 และบ.6 ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เดิมนายฮ้อและนางฮวยซึ่งเป็นบิดามารดาของนายหล่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ตำบลเกาะลิง (บางปะหัน) อำเภอนครใน (บางปะหัน) แขวงเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ที่ 1 เป็นภริยานายหล่อ ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 ที่เกิดจากนายหล่อตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 จ.4 และ จ.5 ส่วนจำเลยและนายวงษ์เป็นบุตรของนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อยซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2495 นายฮ้อทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายวงษ์ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 หลังจากนายฮ้อตาย นายวงษ์ได้รับมรดกเฉพาะส่วนของนายฮ้อ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2504 ตามบันทึกแก้ทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ภายหลังนางฮวยตาย จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามบันทึกแก้ทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามคำสั่งศาลชั้นต้น และต่อมาได้ยกให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุตร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่มีว่า โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางส่วนตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 หรือไม่ โจทก์ทั้งสี่นำสืบทำนองเดียวกันว่าได้ครอบครองปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทที่บิดาแบ่งที่ดินดังกล่าวให้มานานร่วม 20 ปี โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หลังจากแต่งงานกับนายหล่อแล้ว นายฮ้อเคยพูดให้พยานฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายฮ้อและนางฮวยจะแบ่งที่ดินออกเป็นสองส่วน โดยแบ่งให้นายหล่อสามีโจทก์ที่ 1 ทางด้านทิศใต้ครึ่งหนึ่ง ส่วนทางด้านทิศเหนืออีกครึ่งหนึ่งยกให้แก่บุตรนายหล่อที่เก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง