คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 439/2537
หลักกฎหมาย
โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้ครอบครองให้ไปทำการรังวัดแบ่งแยกได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของซ. ได้ขายที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยยอมขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 46 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งโดยจำเลยแบ่งที่ดินให้กับโจทก์ด้านติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 191 แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทกองมรดกไม่ยอมไปทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดให้โจทก์ดังนี้ โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ได้ความชัดเจนว่าโจทก์ฟ้องเพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปทำการรังวัดแบ่งที่ดินครึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ส่วนที่ดินจะกว้างยาวขนาดใดเป็นเรื่องที่จะดำเนินการรังวัดต่อไปฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้มีการเรียกประชุมทายาทของซ.โดยจำเลยที่ 2 เข้าประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติให้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 46 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งขายให้จำเลยที่ 2การที่จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 46 ไว้ก่อนการประชุมทายาทจึงเป็นเพียงการครอบครองไว้แทนทายาทอื่นทุกคน จำเลยที่ 2มิได้ครอบครองยึดถือไว้เพื่อตนจึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาทและนำเงินค่ารังวัดแบ่งแยกโฉนดชำระให้โจทก์และขอให้จำเลยที่ 2ไปทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ไปทำการรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์ตามคำพิพากษาขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กับให้จำเลยที่ 2รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นับแต่วันที่รู้แนวเขตของโจทก์จากการรังวัด หากจำเลยที่ 2 ไม่รื้อถอนให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์วันละ 100 บาท จนกว่าจำเลยที่ 2จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์หรือให้โจทก์จัดหาคนรื้อถอนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้จัดการมรดกของนางซาฟีอา ซูเลมาน เคยถูกโจทก์ฟ้องและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แต่กระทำไปในฐานะผู้จัดการมรดกโดยทำไปตามความต้องการของบรรดาทายาทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะละเมิดเป็นส่วนตัว ส่วนการละเมิดหรือผิดสัญญาใด ๆ ที่โจทก์อ้างเป็นเรื่องของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทและรับโอนที่ดินไปแล้วไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือกระทำละเมิด เมื่อจำเลยที่ 2ได้ซื้อที่ดินและชำระราคาให้กองมรดกแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 และได้แจ้งเตือนให้จำเลยที่ 2 ไปทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 จึงได้ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก จึงไม่มีอำนาจที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไป โจทก์ชอบที่จะฟ้องร้องเฉพาะจำเลยที่ 2ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46 แต่เป็นของจำเลยที่ 2 ผู้เดียว โจทก์ยังไม่ทราบว่ามีอาณาเขตแค่ไหนอย่างไร จึงไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2ละเมิดสิทธิโจทก์หรือไม่ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะทำให้จำเลยที่ 2ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องและทำให้เสียเปรียบ การซื้อขายที่ดินของโจทก์เกิดจากการฉ้อฉล นายชิน บัวก้านทอง ผู้จัดการมรดกได้ทุจริตเอาที่ดินกองมรดกและของทายาทอื่นไปขายให้บุคคลภายนอกรวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์รู้ดีว่าที่ดินดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างและทายาทปกครองดูแลอยู่มาฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้แบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจะโอนที่ดินบางส่วนให้โจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2ทำให้จำเลยที่ 2 เสียหาย จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวเพื่อให้ไปทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนด โจทก์ไม่เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย จึงไม่มีสิทธิคิดค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จากจำเลยที่ 2 นางซาฟีอาได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้งได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวทั้งหมดรวมทั้งส่วนที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนา เป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลา 29 ปีเศษแล้ว จึงเป็นของจำเลยที่ 2 โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 46 ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ถ้าไม่ไปทำการรังวัดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดกับให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ยื่นล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2521 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 46 ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่ายอำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร กับนายชิน บัวก้านทองผู้จัดการมรดกของนางซาฟีอา ซูเลมาน ราคา 420,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนนายชิน บัวก้านทอง จากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 1 กับนายณรงค์ สกลวารี เป็นผู้จัดการมรดกของนางซาฟีอา ซูเลมาน แทน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนายณรงค์ สกลวารี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางซาฟีอา ซูเลมานให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายและได้มีการตกลงประนีประนอมยอมความกันว่าฝ่ายจำเลยตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 46ทางด้านที่ติดกับที่ดินของนางมาเรียม ฮาซาไนน์ ให้โจทก์ครึ่งหนึ่งโดยจะไปทำการแบ่งแยกให้โจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายจากกองมรดกศาลพิพากษาตามยอมแล้วปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 1857/2525ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งขายให้จำเลยที่ 2มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่าโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 46ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง