คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 4409/2559
หลักกฎหมาย
จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเรือยอช์ท ซึ่งเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษีและมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องแล่นเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 โดยแจ้งต่อนายด่านศุลกากรว่าเป็นการนำเข้าชั่วคราว ซึ่งมีเวลาอยู่ในราชอาณาจักร 6 เดือน คือภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2540 จากนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกนำเรือของกลางจอดแล่นใช้งานตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2540 จนกระทั่งมีผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานอายัดเรือไว้เป็นของกลางเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 ดังนี้ วันที่กระทำความผิดจึงเป็นวันที่ 20 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเรือของกลางเข้ามา หาใช่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่เรือของกลางอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด 6 เดือน ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำผิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 นั้น จึงชอบแล้ว เงินตามสัญญาประกันค่าเรือที่บริษัท ล. ซึ่งเป็นเจ้าของเรือทำสัญญาไว้กับกรมศุลกากรในการรับเรือของกลางไปเก็บรักษา หากเรือของกลางชำรุดเสียหายหรือไม่สามารถส่งมอบเรือคืนให้ในสภาพเดิมได้ จะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 133,821,659 บาท นั้น เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบแทนเรือของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิด เพราะหากปรากฏภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ริบเรือของกลางแล้ว บริษัท ล. ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ กรมศุลกากรก็มีสิทธิฟ้องบังคับเงินค่าเสียหายจากบริษัทดังกล่าวได้เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในส่วนที่ให้ริบเงินตามสัญญาประกันเท่ากับขายเรือของกลาง และให้จ่ายสินบนนำจับและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดจากเงินตามสัญญาประกันจึงไม่ชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านในประเด็นดังกล่าวนี้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 158ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 27พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 7พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 8
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลางหรือเงินตามสัญญาประกัน 133,821,659 บาท จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งมีจำนวน 54,745,225 บาท โดยให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 218,980,900 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับว่า หากจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับแล้วเพียงใดให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยที่ 2 ก่อนด้วย กรณีหากต้องกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับก็ให้กักขังจำเลยที่ 2 ได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเรือของกลางหรือเงินตามสัญญาประกันเท่ากับราคาเรือของกลางจำนวน 41,161,824 บาท ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละสิบห้าของราคาของกลางหรือของเงินตามสัญญาประกันจำนวน 41,161,824 บาท หรือของค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคแรก คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละ 25 ของราคาของกลางหรือของเงินตามสัญญาประกันหรือของค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บี.โอ.ไอ. ในการผลิตเรือพลาสติกเสริมใยแก้ว โดยได้รับสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีในการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรเพื่อนำมาผลิตเรือดังกล่าว หากส่งเรือที่ผลิตไปจำหน่ายยังต่างประเทศจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่ต้องนำใบขนสินค้าขาออกไปแสดงเพื่อตัดบัญชีวัตถุดิบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตทั้งต้องแสดงสูตรการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกด้วยว่าใช้วัตถุดิบชนิดและปริมาณอย่างไรต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนด้วย ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่บริษัทดังกล่าวไม่ได้แสดงหลักฐานการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ประกอบหรือผลิตเรือยอช์ทหรือเรือสำราญของกลาง ยี่ห้อลาเด้นสไตน์ รุ่นแอล 2000 มีขนาดความยาว 20.85 เมตร กว้าง 5.25 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเครื่องละ 1,200 แรงม้า 2 เครื่อง และจดทะเบียนเรือสัญชาติเบลิซ โดยใช้ชื่อเรือว่า "บี.บี.พลัส." เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ส่งเรือของกลางลำดังกล่าวไปจำหน่ายให้แก่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์ ในราคา 2,500,000 เหรียญสหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทย 44,462,500 บาท ตามใบขนสินค้าขาออกและใบกำกับราคาสินค้า (INVOICE) พร้อมคำแปล 16 โดยนายพอล เป็นนายเรือแล่นออกไปประเทศสิงคโปร์ และมีนายปิยพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปและกรรมการผู้จัดการบริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด เดินทางไปด้วย ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2540 มีการนำเรือไปแสดงที่งานแสดงเรือนานาชาติที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อจำหน่ายต่อให้แก่ลูกค้า แต่เรือยังตกแต่งไม่แล้วเสร็จจึงยังจำหน่ายไม่ได้ นายพอลจึงแล่นเรือกลับประเทศไทย โดยแจ้งรายงานเรือเข้าต่อนายด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 วันที่ 21 เมษายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีหนังสือแจ้งต่อสรรพสามิตจังหวัดปทุมธานีว่า จะนำเรือเข้าซ่อมเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีหนังสือแจ้งต่อสรรพสามิตจังหวัดปทุมธานีว่าในวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จะส่งมอบเรือที่ซ่อมเสร็จให้แก่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด วันที่ 18 มิถุนายน 2540 บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ทำสัญญากู้ยืมเงิน 1,000,000 เหรียญสหรัฐ จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสิงคโปร์ เพื่อชำระเงินค่าเรือของกลางให้แก่บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด และใช้เงินของบริษัทอีก 750,000 เหรียญสหรัฐ โดยมีจำเลยที่ 2 และนายจุตินันท์ ในฐานะผู้แทน บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง