คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 4427/2563
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควรตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดี แม้ว่าถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ แต่การไม่ยินยอมก็มีผลตามกฎหมายโดยมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติผลของการไม่ยินยอมให้ตรวจของคู่ความไว้ว่า หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอม โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น อย่างไรก็ตาม การไม่ยินยอมของคู่ความจะมีผลให้ใช้ข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นผลร้ายแก่คู่ความที่ไม่ยินยอมให้ตรวจได้ จะต้องเกิดจากคำสั่งของศาลที่สั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยชอบ กล่าวคือเป็นการสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ด้วย แต่เมื่อประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของ ส. ตามที่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุไว้หรือไม่ ซึ่งการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรตามปกติต้องตรวจสอบจากตัวบิดากับผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตรนั้น เมื่อ ส. เสียชีวิตไปแล้วจึงไม่อยู่ในวิสัยจะทำการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ ได้ กรณีต้องใช้กระบวนการทางเลือก โดยให้ตรวจกับบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับ ส. เช่น เป็นบิดา มารดา บุตรหรือพี่น้องของ ส. แต่คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งความเป็นบุตร ส. ของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่ต่างยังโต้แย้งกันอยู่ แม้มีการตรวจพิสูจน์แล้วและผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถนำผลการตรวจมาวินิจฉัยเป็นยุติว่า บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 คือ ส. ได้ ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหรือไม่เป็นบุตรของ ส. ได้ เพราะจำเลยที่ 1 อาจไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 แต่อาจเป็นบุตรของ ส. ก็เป็นได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ใช่คำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามบทบัญญัติมาตรา 160 แม้คู่ความไม่ยินยอมไปตรวจก็ไม่มีผลให้นำข้อสันนิษฐานใด ๆ มาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทไปตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนำสืบ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนาย ส. ตามที่สูติบัตรระบุไว้ กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หรือพิพากษาว่าสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองไปจดแจ้งการเพิกถอนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นายสมชาย เป็นบุตรของนายใบคาน กับนางเหลี่ยม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ นางรัศมี นายสมชาย และนางมาลินี นายสมชายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายสมชายต่อศาลจังหวัดสระบุรีอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายโดยนายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าเป็นบุตรจึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย ขอจัดการมรดกโดยขอให้ศาลตั้งนางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดก ศาลจังหวัดสระบุรีมีคำสั่งตั้งนางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมชายเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ตามคำสั่งศาล ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ถอนนางรัศมีออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนอ้างว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายกับนางสาธนา นายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าโจทก์เป็นบุตรจึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย นางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดกแต่ไม่จัดการแบ่งมรดกให้ทายาท ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายสมชาย ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมชายร่วมกับนางรัศมี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7792/2561 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายซึ่งนายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าโจทก์เป็นบุตร โจทก์จึงเป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย การที่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายแต่จำเลยที่ 2 นำสูติบัตรของจำเลยที่ 1 มาแสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 บัญญัติให้บุตรที่เจ้ามรดกผู้เป็นบิดารับรองเป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบุตรและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมชาย หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายแต่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายซึ่งอาจมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชายตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เพราะทำให้สิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของนายสมชายลดน้อยลงได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิรับมรดกของนายสมชายเพราะโจทก์เป็นบุตรและเป็นทายาทของนายสมชาย แต่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรของนายสมชาย ไม่ใช่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายสมชาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ถึงสิทธิดังกล่าวของโจทก์ ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2518 เป็นบุตรของนายสมชาย กับนางสาธนา โจทก์ใช้ชื่อสกุลของนายสมชายและอยู่บ้านเดียวกับนายสมชายมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งนายสมชายถึงแก่ความตาย ก่อนถึงแก่ความตายนายสมชายกับมารดาโจทก์อยู่กินด้วยกันมาตลอดที่บ้านดังกล่าวและซื้อที่ดินและปลูกบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งโจทก์อยู่อาศัยในปัจจุบันไว้อยู่ด้วยกันอีกด้วย นายสมชายแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายตลอดมา เมื่อโจทก์อายุประมาณ 6 ถึง 7 ปี นายสมชายพาโจทก์ไปอยู่กับนายสมชายที่ประเทศปากีสถานเป็นเวลาประมาณ 14 ปี โดยให้โจทก์เรียนหนังสือที่ประเทศปากีสถาน หลังจากนั้นนายสมชายพาโจทก์กลับมาประเทศไทยมาอยู่ด้วยกันที่บ้านที่จังหวัดสระบุรีและจังหวัดเชียงใหม่จนกระทั่งนายสมชายถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในเรื่องนี้ เ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง