คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 4440/2547
หลักกฎหมาย
แม้จำเลยจะระบุเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร มีการยุบหน่วยงานบางหน่วยซึ่งรวมถึงหน่วยงานของโจทก์และไม่มีตำแหน่งว่างที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของโจทก์ในหน่วยงานที่เหลืออยู่ โดยมิได้อ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวะการขาดทุนก็ตาม แต่ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสาม นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีลูกจ้างฟ้องว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ก็ได้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากประสบภาวะการขาดทุน ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 17พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 119พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงภายในองค์กรโดยมีการยุบหน่วยงานบางหน่วย รวมถึงหน่วยงานที่โจทก์ทำงานและให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2545 ในการเลิกจ้างดังกล่าวจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 129,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 43,000 บาท เงินโบนัสตามอายุงานในปีที่เลิกจ้างจำนวน 37,625 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ใช้ตามสิทธิในปีที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 2,150 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 211,775 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่จำเลยปรับปรุงหน่วยงานการบริการอันเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเดิมจำเลยขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านทางตัวแทน ซึ่งเป็นแผนกที่โจทก์ทำงาน เมื่อจำเลยยกเลิกโดยขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านทางสถาบันการเงินเพื่อความสะดวกและลดรายจ่ายของจำเลย จำเลยจึงต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้างให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่จำเลยแจ้งวันที่จะเลิกจ้างให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเพียง 2 วันเท่านั้น โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 86,000 บาท จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์เพียง 43,000 บาท จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์อีกจำนวน 43,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 เป็นเงินจำนวน 10,748 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง 2,150 บาท จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์อีกจำนวน 8,598 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปีตามสัญญาว่าจ้างเป็นเงิน 64,000 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง 37,625 บาท จำเลยต้องจ่ายเงินให้โจทก์อีกจำนวน 26,875 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 78,473 บาท และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวน 78,473 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นจำนวนถึง 90 วัน เป็นเงิน 129,000 บาท ทั้งที่โจทก์ ทำงานกับจำเลยยังไม่ถึง 1 ปี ซึ่งตามกฎหมายจำเลยมีสิทธิจ่ายเพียง 30 วันเท่านั้นนอกจากนี้จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30 วัน เป็นเงิน 43,000 บาท เงินโบนัสตามอายุงานในปีที่เลิกจ้างเป็นเงิน 37,625 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิในปีที่เลิกจ้างเป็นเงิน 2,150 บาท รวมเป็นเงิน 211,775 บาท แก่โจทก์ จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุที่จำเลยปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาธุรกิจขาดทุนอย่างมาก กลุ่มผู้ถือหุ้นเก่าได้โอนกิจการไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่เข้ามาซื้อหุ้นและเข้าบริหารกิจการแทน จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุนที่กำลังประสบอยู่โดยมีการยุบหน่วยงานส่วนใหญ่หลายหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานที่โจทก์สังกัดอยู่ด้วยจำเลยยุบหน่วยงานตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีอัตรากำลังลูกจ้างประมาณ 62 คน และตั้งหน่วยงานตามโครงสร้างใหม่ซึ่งมีอัตรากำลังลูกจ้างประมาณ 22 คน เพื่อให้รองรับและสอดคล้องกับแผนการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านสถาบันการเงินซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็นนายหน้าประกันชีวิตจากกรมการประกันภัย จำเลยไม่มีการนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้ามาใช้แต่อย่างใด จึงไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามมาตรา 121 จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 30 วันเ เป็นเงินจำนวน 43,000 บาท ตามมาตรา 17 ถูกต้องแล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการคำนวณวันหยุดพักผ่อนประจำปีเคลือบคลุม จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับจำนวน 2,150 บาท ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนเงินโบนัสประจำปีนั้น ในปี 2545 โจทก์ถูกเลิกจ้างวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 โจทก์ทำงานมาแล้วเพียง 7 เดือน 26 วัน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามสัดส่วนเวลาการทำงานเป็นเงิน 37,625 บาท ซึ่งจำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาการขาดทุนอย่างมากและต่อเนื่องกันตลอดมาตั้งแต่จำเลยดำเนินกิจการ จนทำใ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง