ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 4441/2543

หลักกฎหมาย

เมื่อที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯการดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทโดยกรุงเทพมหานครจึงเป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ การที่กรุงเทพมหานครโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้โจทก์เป็นการกระทำโดยชอบแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทถูกเวนคืนโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ฯ ซึ่งมีผู้ว่าของจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนและตามบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังคงมีชื่อโจทก์กับ ส. และ ณ. เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ ซึ่งบุคคลทั้งสามมอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยนำเงินค่าทดแทนที่ดินมาชำระแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและจ่ายเงินทดแทนที่ดินให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามขั้นตอนของกฎหมาย ทำให้ฝ่ายโจทก์ไม่มีโอกาสที่จะดำเนินการอุทธรณ์หรือฟ้องเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของฝ่ายโจทก์แล้ว และการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยื่นฟ้องถือว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลตามพระราชกฤษฎีกาแต่ต่อมาภายหลังความจริงปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวมิได้อยู่ในแนวเขตที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลกรุงเทพมหานครจึงโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวได้เนื่องจากจำเลยได้สร้างทางพิเศษบนที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนทางพิเศษบนที่ดินของโจทก์ หากไม่สามารถรื้อถอนให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน363,919 บาท จากกรุงเทพมหานครแล้วที่ดินของโจทก์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ที่ดินดังกล่าวอยู่ในแนวเขตที่ดินที่ถูกเวนคืนและกรุงเทพมหานครอนุญาตให้จำเลยใช้ที่ดินแปลงนี้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าทดแทน จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและมิได้รับมอบอำนาจจากนายสมชายสุวรรณพิไชยศรี และนางสาวสุณีย์ สุวรรณพิไชยศรี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยใช้ที่ดินเนื้อที่เพียง 10 ตารางวา โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนตารางวาละ 37,000 บาท รวมเป็นเงิน 370,000 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากทางราชการเป็นเงิน 363,919 บาท และยังมิได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า ในปี 2535มีการเวนคืนที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2535 ทำการเวนคืนโดยจำเลย ขณะเวนคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17497 เป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร โจทก์แถลงว่าประสงค์เรียกเงินค่าทดแทนที่ดินในราคาตารางวาละ 37,000 บาท จำเลยแถลงว่าที่ดินแนวเดียวกันและใกล้เคียงกับของโจทก์มีการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของที่ดินไปในราคาตารางวาละ 37,000 บาท และคู่ความแถลงรับว่า เดิมในปี 2534 กรุงเทพมหานครทำการเวนคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยกรุงเทพมหานครกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงินจำนวน 391,892 บาท เงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน70,000 บาท และต่อมาได้จ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์293,919 บาท จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 70,000 บาท ต่อมาในปี 2539 กรุงเทพมหานครได้เพิกถอนการเวนคืนที่ดินพิพาทของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า สำคัญผิดว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในแนวเวนคืนของกรุงเทพมหานคร ภายหลังตรวจสอบแล้วมิได้อยู่ในแนวเวนคืนของกรุงเทพมหานคร จึงโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ดังเดิมคู่ความแถลงไม่ประสงค์สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 444,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 370,000 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าเดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17497ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) จังหวัดพระนครเนื้อที่ 14 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2526 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 แต่ปลายปี 2530 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไทเขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ และต่อมามีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางซื่อเขตจตุจักร เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตสาธร เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4441/2543 · ทนอย Thanoy