คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 4442/2565
หลักกฎหมาย
กรณีโจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าสินไหมทดแทนโดยทำเป็นคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อในชั้นอุทธรณ์โจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้โดยเพียงแต่แก้อุทธรณ์ของจำเลยและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ร่วมและผู้ร้องจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาในศาลฎีกาได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่ผู้ร้องเพิ่มอีกจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 277 ทวิ, 279, 280, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาว ท. ผู้เสียหายที่ 1 และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ท. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่เสรีภาพ 100,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 100,000 บาท รวม 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และชำระค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท ค่าพาหนะเดินทางไปรักษาพยาบาล 20,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท รวม 400,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 280 (1) (ที่แก้ไขใหม่), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 28 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท และแก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ร่วม ผู้ร้อง และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นมารดาของผู้ร้อง ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 โดยในช่วงระหว่างวันเกิดเหตุ ผู้ร้องพักอาศัยอยู่ในความปกครองดูแลของนาง บ. ผู้เป็นย่า วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องเข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบล ก. และใช้บริการรถตู้รับส่งนักเรียนของศูนย์ในการเดินทางไปกลับ โดยมีจำเลยซึ่งเป็นพนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ทำหน้าที่ขับรถตู้ ต่อมาผู้ร้องมีอาการเจ็บบริเวณอวัยวะเพศและอวัยวะเพศมีอาการบวมแดง นาง บ. พาผู้ร้องไปรักษาหลายครั้ง แต่อาการเป็น ๆ หาย ๆ ครั้งสุดท้ายผู้ร้องมีไข้และอาเจียนนาง บ. พาผู้ร้องไปรักษาที่โรงพยาบาล ช. แพทย์แจ้งว่าอวัยวะเพศของผู้ร้องอักเสบเนื่องจากติดเชื้อและจัดให้ผู้ร้องคุยกับนักจิตวิทยาของโรงพยาบาล วันที่ 27 มิถุนายน 2562 นาง บ. ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 5 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นมารดาและนาง บ. เป็นผู้ปกครองดูแลมีความใกล้ชิดกับผู้ร้องและพบเห็นอาการผิดปกติของอวัยวะเพศของผู้ร้อง ทั้งได้สอบถามสาเหตุของอาการเจ็บบวมที่อวัยวะเพศของผู้ร้องมาตลอด จนกระทั่งทราบเรื่องที่ผู้ร้องถูกจำเลยกระทำอนาจารจากผู้ร้องโดยตรง ซึ่งเรื่องราวที่พยานทั้งสองปากเบิกความดังกล่าวมีความสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกัน โจทก์ร่วมและนาง บ. ต่างรู้จักกับจำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง