ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 4450/2552

หลักกฎหมาย

ความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ปกครองหรือผู้ดูแลซึ่งก็คือผู้เสียหายที่ 2 เป็นความผิดกรรมหนึ่งส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธตามมาตรา 309 วรรคสอง กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามมาตรา 278 และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายขณะที่จำเลยกระทำความผิดบังคับนั้น จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือ พาผู้เสียหายที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวันต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน จำเลยกับพวกอีกหลายคนซึ่งไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันพรากนางสาวกมลทิพย์ พงษ์ขำ ผู้เสียหายที่ 1 อายุสิบห้าปีเศษ ไปเสียจากนางสาวนกแก้ว พงษ์ขำ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย โดยจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 ให้ออกจากที่พักและจำยอมต้องขึ้นรถยนต์คันที่จำเลยกับพวกใช้เป็นยานพาหนะด้วยการขู่เข็ญโดยใช้อาวุธปืนพกสั้น 1 กระบอก จ่อไปที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 กับเพื่อนจนผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 จำยอมต้องขึ้นรถยนต์ไปกับจำเลยและพวกแล้วจำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 โดยการใช้กำลังประทุษร้ายใช้มือล้วงไปที่บริเวณหน้าอกและจูบปากผู้เสียหายที่ 1 กับใช้อาวุธปืนออกมาขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 จนเกิดความกลัวไม่กล้าขัดขืนและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ภายหลังที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยกับพวกได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านพักไม่ทราบเลขที่ จากนั้นจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จนสำเร็จความใคร่ เหตุเกิดที่ตำบลท่าหิน ตำบลโคกตูมและตำบลท่าศาลาอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276, 278, 309, 318 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 318 วรรคสาม, 278, 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารเป็นความผิดกรรมเดียวกับฐานร่วมกันทำให้เสียเสรีภาพโดยมีอาวุธ จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันกระทำอนาจารจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 40 ปี ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 30 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันกระทำอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 22 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลย 16 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลาประมาณ 3 นาฬิกา จำเลยกับพวกไปที่โรงแรมลพบุรีซิตี้ ห้องเลขที่ 46 เพื่อสอบถามเกี่ยวกับพระเครื่องที่เพื่อนผู้เสียหายที่ 1 เอาไปแล้วยังไม่นำมาคืน นายสุทัศน์ หัสดีผงซึ่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ในห้องดังกล่าวรวมกับเพื่อนผู้เสียหายที่ 1 อีก 3 - 4 คน จึงพาจำเลยกับพวกมาพบนางสาวเอที่สถานีบริการน้ำมันเจ็ตห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบนาที เพื่อรอรับพระเครื่องคืน หลังจากจำเลยกับพวกได้พระเครื่องคืนแล้ว พวกของผู้เสียหายที่ 1 กลับหมด เหลือเพียงผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยและพวกเนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 รอนายโอ๊ตซึ่งเป็นคนรักมารับกลับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ใช้อาวุธปืนขู่บังคับผู้เสียหายที่ 1 ให้นั่งรถไปที่อ่างซับเหล็ก แล้วใช้มือจับหน้าอกผู้เสียหายที่ 1 พร้อมกับจูบปากผู้เสียหายที่ 1 ต่อจากนั้นจำเลยยังพาผู้เสียหายที่ 1 ไปข่มขืน โดยใช้อาวุธปืนพกสั้นขู่บังคับผู้เสียหายที่ 1 จึงยอมร่วมประเวณี โดยจำเลยร่วมประเวณีแล้วหลั่งน้ำอสุจิออกนอกอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ยังมีนายสุทัศน์และผู้เสียหายที่ 2 โดยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ร้องไห้มาพบแจ้งว่าถูกจำเลยข่มขืน สอดคล้องกับรายงานการตรวจอวัยวะเพศผู้เสี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4450/2552 · ทนอย Thanoy