คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 4463/2561
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตอนท้ายบัญญัติว่า "ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันต้นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือ การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องได้ความว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ตามฟ้องได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 75 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83, 91 ริบไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือท่อนของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1052/2557 ของศาลแขวงลำปาง เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหามีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในหนึ่งปีแรก และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือท่อนของกลาง เนื่องจากศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงไม่อาจบวกโทษได้ ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางทั้งหมดให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา นายสุรพล ปลัดอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง กับพวก พบจำเลยขับรถยนต์กระบะบรรทุกไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือตัดเป็นท่อน ๆ เต็มคันรถบริเวณหน้าวัดศรีบุญโยง ตำบลเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ลำดับที่ 31 และ 102 ตามสำเนาบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 จำเลยรับว่ารับจ้างนายเทียม ให้มาตัดไม้และขนไม้ของกลาง ขณะนั้นจำเลยและนายเทียมไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินที่ตัดไม้ เจ้าหน้าที่จึงยึดไม้และรถคันดังกล่าวไว้ ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ขณะที่พันตำรวจตรีมนตรีปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร สถานีตำรวจภูธรเกาะคา นายสุรพลกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมยึดไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางรวม 87 ท่อน มาส่งมอบ โดยกล่าวหาว่ามีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเพิ่มเติมว่า ร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต มีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน จำเลยให้การรับสารภาพ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยกับพวกตัดโค่นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) การที่จำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันต้นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือในบริเวณพื้นที่ป่าดังกล่าว และนำไม้ดังกล่าวบรรทุกรถยนต์เคลื่อนที่ออกจากบริเวณป่าที่เกิดเหตุมายังจุดที่ถูกจับโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง เห็นว่า การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องนั้นต้องได้ความว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่า แต่ปรากฏว่าเมื่อพันตำรวจตรีมนตรี พนักงานสอบสวน ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับนายเทียมใช้เครื่องมือจี พี เอส จับตำแหน่งพิกัดที่เกิดเหตุ แล้วส่งไป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง