ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 4484/2559

หลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในห้องชุดกับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายอาคารชุดทั้งหมดให้แก่ ว. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 โดยสัญญาระบุว่า ว. ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าทุกรายของจำเลยที่ 1 ในโครงการ และรับผิดชอบภาระตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกค้าทุกรายแทนจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ต่อมา ว. มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนคู่สัญญาเป็นจำเลยที่ 2 โดยแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ว. ยังมีสภาพบังคับและเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเดิมที่ทำกันไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 โดยยังคงมีข้อสัญญาเช่นเดียวกับสัญญาฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เพียงเปลี่ยนคู่สัญญาจาก ว. เป็นจำเลยที่ 2 เท่านั้น การที่ ว. กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่า ว. และจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้แก่ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้โดยตรงแก่โจทก์ทั้งสองได้ การที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายอาคารชุดทั้งโครงการแก่ ว. และจำเลยที่ 2 นั้น แม้จะมีข้อสัญญาให้ ว. และจำเลยที่ 2 รับผิดชอบในการชำระหนี้แก่ลูกค้าผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ก็ตาม สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ว. และจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความผูกพันในฐานะลูกหนี้ต่อลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 เว้นแต่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้นั้นจะตกลงให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำสัญญากับลูกหนี้คนใหม่อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามมาตรา 350

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดเลขที่ 457/321 ชั้นที่ 13 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 12/2540 พร้อมติดตั้งเครื่องเรือนที่มีคุณภาพให้โจทก์ทั้งสองและรับชำระเงินค่าห้องชุดส่วนที่เหลือจำนวน 651,441 บาท จากโจทก์ทั้งสอง หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือส่งมอบห้องชุดได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 818,098 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์อัตราวันละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวหรือชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดเลขที่ 457/321 ชั้นที่ 13 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 12/2540 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31483, 31485 ถึง 31487 และ 40158 พร้อมเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาให้โจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวน 651,441 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เพื่อชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว หากจำเลยที่ 2 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวนเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2533 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ - อาเขต ห้องชุดเลขที่ 12 เอ 05 ในราคา 905,000 บาท กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะก่อสร้างอาคารชุดให้เสร็จภายใน 2 ปี และโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์กับจำเลยที่ 1 ในราคา 119,000 บาท เพื่อติดตั้งในห้องชุดเลขที่ 12 เอ 05 รวมเป็นราคาห้องชุดที่เสร็จสมบูรณ์ 1,024,000 บาท โจทก์ทั้งสองชำระเงินแล้วจำนวน 372,559 บาท ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ชำระจำนวน 651,441 บาท จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดไม่เสร็จภายในกำหนดเวลา วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ดำเนินการออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นห้องชุดเลขที่ 457/321 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ - อาเขตเป็นอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ให้แก่นายวิษณุ วันที่ 28 มิถุนายน 2548 นายวิษณุขอเปลี่ยนตัวผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายจากนายวิษณุเป็นจำเลยที่ 2 วันที่ 29 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายห้องชุดรวมจำนวน 695 ห้อง ในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งรวมถึงห้องชุดที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 เปลี่ยนอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์เป็นโรงแรม จำเลยที่ 2 ไม่เคยเปลี่ยนสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับลูกค้าของจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ทั้งสองไว้ก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ทำสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในห้องชุดนั้นกับโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวโดยก่อสร้างอาคารชุดพร้อมทำเฟอร์นิเจอร์ติดตั้งให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กับส่งมอบห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนกรณีที่ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายโดยขายอาคารชุดทั้งหมดในโครงการให้แก่นายวิษณุซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4484/2559 · ทนอย Thanoy