ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533

ฎีกาที่ 4488/2533

หลักกฎหมาย

อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกันในเรื่องภาษีโรงเรือนในคดีนี้นั้นเป็นของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังแจ้งรายการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2529 และพ.ศ. 2530 ซึ่งพิพาทกันในคดีนี้มายังโจทก์โดยตรงในฐานะที่โจทก์เป็นผู้รับประเมินภาษีโรงเรือน ทั้งโจทก์ก็ไปชำระภาษีประจำปี พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2530 ตามจำนวนที่ได้รับประเมินในนามของโจทก์เอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ก็ยอมรับชำระภาษีดังกล่าวไว้เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในการชำระหนี้ค่าภาษีโรงเรือน เมื่อโจทก์เห็นว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เรียกเก็บภาษีเกินไปโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินภาษีส่วนที่อ้างว่าชำระเกินไปนั้นคืนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ในการประเมินค่ารายปีอาคารพิพาทในปี พ.ศ. 2529เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2526 กับปี พ.ศ. 2528 นั้น เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 พบว่า อาคารชั้นลอยในโกดังใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่มิได้ให้เหตุผลอย่างชัดเจนว่าใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง การกำหนดค่ารายปีเพิ่มขึ้นแต่ละรายการก็มิได้ให้เหตุผล ส่วนที่อ้างว่าการกำหนดค่ารายปีของอาคารพิพาทต่ำไปเมื่อเปรียบเทียบกับ โรงเรือนหลังอื่นซึ่งมีสภาพเดียวกันและอยู่ในละแวกเดียวกัน ก็ปรากฏว่าโรงเรือนของโจทก์ตั้งอยู่ในถนนซอยและสถานที่ ที่มีความเจริญน้อยกว่า ยากที่จะนำมาเปรียบเทียบกันได้ ยิ่งกว่านั้น ค่ารายปีที่ประเมินเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2529ก็สูงกว่าในปี พ.ศ. 2528 ถึงกว่าหนึ่งเท่าตัว ทั้ง ๆ ที่ระยะเวลาห่างกันเพียง 1 ปี โดยไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุผลสมควรอย่างไร จึงขึ้นค่ารายปีมากเช่นนั้นแต่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18บัญญัติให้ถือค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏเหตุผลตามที่จำเลยนำสืบว่าโรงเรือนพิพาทควรมีค่ารายปีสูงขึ้นเพียงใด ในการคำนวณค่ารายปีของปีพ.ศ. 2529 จำเลยจึงต้องถือค่ารายปีในปี พ.ศ. 2528 เป็นหลัก

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ และเพิกถอนคำชี้ขาดในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือน สำหรับปี พ.ศ. 2528 (หรือปีชำระภาษีพ.ศ. 2529) เป็นเงิน 216,870 บาท และ 214,293.75 บาท ตามลำดับ กับให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ และเพิกถอนคำชี้ขาดในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือน สำหรับปี พ.ศ. 2529 (หรือปีชำระภาษี พ.ศ. 2530) เป็นเงิน 216,870 บาทและ 214,293.75 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าภาษีโรงเรือนทะเบียนเลขที่ 170/15 ซอยนาคสุวรรณถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครสำหรับปี พ.ศ. 2528 (หรือปีชำระภาษี พ.ศ. 2529) เป็นจำนวน58,434.40 บาท แล้วคืนส่วนที่โจทก์ชำระไว้เกินเป็นเงิน 158,435.60บาท กับให้จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าภาษีโรงเรือนทะเบียนเลขที่ 170/15 ซอยนาคสุวรรณ ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรีเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร สำหรับปี พ.ศ. 2529 (หรือปีชำระภาษี พ.ศ. 2530) เป็นจำนวน 34,067.25 บาท แล้วคืนส่วนที่โจทก์ชำระไว้เกินเป็นเงิน 182,802.75 บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของหรือผู้มีกรรมสิทธิ์ผู้พึงชำระค่าภาษีในโรงเรือนพิพาท เลขที่ 170/15 ซอยนาคสุวรรณถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครความจริงแล้วโรงเรือนรายพิพาทดังกล่าวในคดีนี้เป็นของผู้อื่นโดยโจทก์เป็นผู้รับมอบฉันทะให้ยื่นเสียภาษีในโรงเรือนดังกล่าวแทนเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้รับประเมินอันเป็นบุคคลผู้พึงชำระภาษีแต่อย่างใด เจ้าของหรือผู้มีกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนพิพาทคดีนี้ไม่เคยโต้แย้งหรือมอบอำนาจให้โจทก์โต้แย้งว่าจำเลยกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนไม่ชอบแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินโดยอาศัยหลักเกณฑ์ถูกต้องและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดตามฟ้องของโจทก์ ในฐานะส่วนตัวแต่ประการใด เพราะในฐานะส่วนตัวจำเลยที่ 2 แม้จะมีตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็มิได้กระทำการใดในฐานะส่วนตัวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ทั้งในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ต้องรับผิดคืนเงินภาษีตามที่โจทก์ฟ้องเพราะเป็นแต่เพียงผู้พิจารณาการประเมินใหม่เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประจำปีพ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2530 เล่มที่ 123 เลขที่ 2 และเล่มที่ 29เลขที่ 17 ตามลำดับ และใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เล่มที่ 7เลขที่ 64 ลงวันที่ 24 (ที่ถูกคือ 25) กุมภาพันธ์ 2531 เสียกับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 245,545.50 บาท แก่โจทก์คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบมารับกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่7 พฤษภาคม 2529 และวันที่ 6 มีนาคม 2530 โจทก์ได้รับการแจ้งรายการประเมินจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ให้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2530ตามลำดับปีละ 216,870 บาท ตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.12โจทก์ได้ชำระค่าภาษีดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13และได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดให้ลดค่าภาษีให้บางส่วนคงให้โจทก์เสียปีละ 214,293.75 บาท ตามเอกสารหมาย จ.16 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นายชัย ทองไทย เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนและที่ดินพิพาท โจทก์เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจให้ยื่นเสียภาษีแทนนายชัย การที่โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนสำหรับปี พ.ศ. 2526 ถึงปี พ.ศ. 2530 เป็นการกระทำแทนนายชัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น นายชัย ทองไทยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกันในเรื่องภาษีโรงเรือนในคดีนี้นั้นเป็นของโจทก์ พยานเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังแจ้งรายการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2530ซึ่งพิพาทกันในคดีนี้มายังโจทก์โดยตรงในฐานะที่โจทก์เป็นผู้รับประเมินภาษีโรงเรือนตามใบแจ้งรายการประเมินเอกสารหมาย จ.10 และ จ.12 ทั้งโจทก์ก็ไปชำระภาษีประจำปี พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2530ตามจำนวนที่ได้รับประเมินในนามของโจทก์เอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับชำระภาษีดังกล่าวไว้ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในการชำระหนี้ค่าภาษีโรงเรือน เมื่อโจทก์เห็นว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เรียกเก็บภาษีเกินไป โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินภาษีส่วนที่อ้างว่าชำระเกินไปนั้นคืนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการประเมิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4488/2533 · ทนอย Thanoy