คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 4499/2563
หลักกฎหมาย
ตามที่ ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติหลักเกณฑ์ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น หมายถึง นอกจากจะให้พิจารณาสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงแล้ว ต้องพิจารณาว่าผู้ร้องผู้เป็นเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยประกอบด้วย คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นฟังว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องไต่สวนมายังไม่พอฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง แล้วพิพากษายกคำร้อง โดยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ก็ด้วยเหตุว่าเมื่อผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของแท้จริงแล้ว ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 36 ที่จะให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่สั่งริบได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป และแม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษาให้ยกคำร้องหรือสั่งคืนของกลางให้เจ้าของตามสิทธิที่เป็นเจ้าของได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่นั้น แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นอ้างสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยตรงก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และริบรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดรถบรรทุกพ่วงหมายเลขเครื่องยนต์ P11CVUH51809 หมายเลขตัวรถ MNKFM2PN1XHX10939 และตัวรถพ่วงหมายเลขตัวรถ SMM1301501538 ของกลาง ซึ่งไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีน้ำหนักบรรทุกรวม 86,050 กิโลกรัม บรรทุกทรายมีน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด 35,550 กิโลกรัม ซึ่งผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกประเด็นว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติหลักเกณฑ์ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น หมายถึง นอกจากจะให้พิจารณาสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงแล้ว ต้องพิจารณาว่าผู้ร้องผู้เป็นเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยประกอบด้วย คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นฟังว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องไต่สวนมายังไม่พอฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง แล้วพิพากษายกคำร้อง โดยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ก็ด้วยเหตุว่าเมื่อผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของแท้จริงแล้ว ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่จะให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่สั่งริบได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป และแม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษาให้ยกคำร้องหรือสั่งคืนของกลางให้เจ้าของตามสิทธิที่เป็นเจ้าของได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่นั้น แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นอ้างสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยตรงก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 หลังเกิดเหตุ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง ผู้เช่าซื้อ ยังคงชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องเรื่อยมา จนกระทั่งมาผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรถบรรทุกพ่วง งวดที่ 12 ประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2561 และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตัวรถพ่วง งวดที่ 9 ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 การที่ผู้ร้องนำสืบว่า เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2561 ฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของผู้ร้องได้ติดตามทวงถามค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ทำให้ทราบว่ารถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงที่ให้เช่าซื้อถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง ผู้เช่าซื้อ ผิดนัด และเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง กระทำผิดเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อ สำหรับความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นั้น ในการทำสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้เช่าซื้อไปครอบครองดูแลและใช้สอย การที่จำเลยนำรถบรรทุกและตัวรถพ่วงของกลางไปใช้กระทำผิดแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ผู้ร้องอาจจะไม่ทราบเรื่องก็ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องมิได้แสดงความเป็นเจ้าของรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางต่อเจ้าพนักงานตำรวจหลังจากเกิดเหตุทันที หรือหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2561 จึงไม่เป็นการผิดปกติแต่อย่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง