คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 4505/2559
หลักกฎหมาย
โจทก์ระบุตัวบุคคลที่จะถูกฟ้องในช่องชื่อคู่ความกับที่บรรยายว่าขอยื่นฟ้องผู้ใดขัดกันเอง ทั้งการที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องมาในอุทธรณ์โดยขอเพิ่มกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นจำเลยในคดีอีกคนหนึ่งไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย และเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากที่ศาลทรัพย์สินฯ มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องแล้ว ล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามในคำสั่งให้ยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสามเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นผู้แทนของกรม และเป็นผู้ที่กฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจพิจารณาและออกคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับสิทธิบัตร จำเลยทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการพิจารณายกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 74 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งชอบที่ศาลทรัพย์สินฯ จะมีคำสั่งยกฟ้อง การที่ศาลทรัพย์สินฯ เพียงแต่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง อันเป็นการสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 18 จึงไม่ถูกต้อง
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 18ป.วิ.พ. 55ป.วิ.พ. 180พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 26พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 74
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้มีคำสั่งรับคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 0801001954 ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ต่อไป ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 74 คณะกรรมการสิทธิบัตรได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะลงชื่อในหนังสือที่แจ้งให้โจทก์ทราบ แต่ก็ไม่ใช่บุคคลที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้นไม่ชอบ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมด จำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอแก้ฟ้องเพิ่มกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นจำเลยในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ระบุชื่อจำเลยในช่องคู่ความว่า "อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญากับพวกรวม 3 คน" แต่บรรยายฟ้องว่า ขอยื่นฟ้อง (1) นายเสกสันต์ ผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตร ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (2) นางสาวอุมากรณ์ หัวหน้ากลุ่มนักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตรชำนาญการพิเศษ (3) นางละออง นักวิชาการตรวจสอบชำนาญการ เป็นจำเลยรวม 3 คน จึงเป็นการระบุตัวบุคคลที่จะถูกฟ้องขัดกันเอง ทั้งการที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องมาในอุทธรณ์โดยขอเพิ่มจำเลยเข้ามาในคดีอีกหนึ่งคนนั้นไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย และเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเพิ่มกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ได้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่า คำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้วหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์คือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพราะเป็นผู้ที่ทำให้มีการออกคำสั่งยกคำร้องขอรับสิทธิบัตรของโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นผู้แทนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเป็นผู้ที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจในการพิจารณาและออกคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับสิทธิบัตรนอกจากนี้พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้บัญญัติขั้นตอนในการใช้สิทธิทางศาลไว้ โดยในมาตรา 28 ว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เสนอรายงานการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรต่ออธิบดีแล้ว (1) ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไม่ถูกต้องตามมาตรา 17 หรือการประดิษฐ์นั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 9 ให้อธิบดีสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรนั้น และในมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีตามมาตรา 28 ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดี และตามมาตรา 74 บัญญัติให้คู่กรณีที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามมาตรา 72 มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ลงนามในคำสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์แล้ว โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร และคณะกรรมการดังกล่าวมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว คดีนี้โจทก์จึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรต่อศาล โดยการนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการดังกล่าวตามบทบัญญัติในมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้เป็นคณะกรรมการสิทธิบัตร โดยจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ลงนามในคำสั่งให้ยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง