คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567
ฎีกาที่ 4513/2567
หลักกฎหมาย
หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง โดยแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาซึ่งส่วนได้เสียโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ" แม้ผู้คัดค้านมิใช่ผู้เสียหายโดยตรงในความผิดมูลฐานในคดีที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และมิใช่ผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่เมื่อผู้คัดค้านไปยื่นเรื่องต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้ราคาคืนแก่ผู้คัดค้าน แต่พนักงานอัยการไม่ดำเนินการให้ ผู้คัดค้านจึงยังคงได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกกล่าวที่ 9 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนตามมาตรา 50 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ แม้บทบัญญัติมาตรา 50 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ประกาศใช้บังคับหลังจากที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้อง แต่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่บุคคลจึงมีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปถึงขณะที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้อง จึงมีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องรับคำร้องของผู้คัดค้านเพื่อดำเนินการต่อไป ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของผู้คัดค้านไว้ไต่สวน แล้วดำเนินการพิจารณาและสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และนาย อ. กับพวก รวมถึงทรัพย์สินของบริษัท ก. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49, 51 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้คัดค้าน โดยให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวมาชดใช้คืนแก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 426,200 บาท แทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้คัดค้าน โดยให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 ไปคืนหรือชดใช้คืนให้ผู้คัดค้านแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้เสียหายจากการต้องสูญเสียเงินที่จ่ายให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 เป็นเงินจอง เงินดาวน์ และเงินทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด หากศาลพิพากษาให้ริบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านย่อมไม่มีทางที่จะดำเนินการบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้ผู้คัดค้านได้ แม้ผู้คัดค้านจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 กับพวก ทั้งผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้บริโภคที่เข้าซื้อห้องชุดในโครงการอาคารชุด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 หรือรู้หรืออาจรู้ได้ว่าที่ดินและเงินที่ใช้ในการลงทุนก่อสร้างโครงการอาคารชุดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือเกี่ยวกับการฟอกเงินตามคำร้องของพนักงานอัยการ ผู้คัดค้านจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาล มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 ไปคืนหรือชดใช้คืนให้ผู้คัดค้าน แทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และวรรคหก ที่ใช้บังคับขณะผู้คัดค้านยื่นคำร้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินว่า ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และเลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกัน จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า คงมีเพียงพนักงานอัยการที่เป็นผู้มีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหก โดยการยื่นเรื่องของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น ผู้เสียหายไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลในกรณีนี้ได้ แม้ต่อมาบทบัญญัติมาตรา 49 วรรคหก ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 มาตรา 3 แต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่แก้ไขใหม่นี้ มาตรา 4 บัญญัติให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 49/1 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยวรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ให้เลขาธิการรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหายส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งตามมาตรา 51 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายไม่เกินจำนวนความเสียหายที่ยังไม่ได้รับคืนหรือชดใช้คืน และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินให้แก่ผู้เสียหายแล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง