คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 4514/2562
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และมาตรา 9 ให้เพิ่มเติมมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด แต่ในส่วนบทกำหนดโทษได้มีมาตรา 17 ยกเลิกมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทเพียงสถานเดียว ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 3ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 26/3พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 76พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 3
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุก 15 วัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน พืชกระท่อมสด รถยนต์ ไขควงไฟฟ้า และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 5045 xxxx ของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2112 xxxx ให้คืนแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีน 605,640 เม็ด มีน้ำหนักสุทธิ 57,394.200 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 9,648.508 กรัม พืชกระท่อมสด 90 ใบ น้ำหนัก 97.960 กรัม และรถกระบะเป็นของกลาง โดยเมทแอมเฟตามีนและพืชกระท่อมสดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะของกลาง สำหรับจำเลยที่ 2 คดีเป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายณัฐพงษ์ร่วมกันเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยใช้รถยนต์ 2 คัน คันหนึ่งคือรถกระบะของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้รถกระบะของกลางขนเมทแอมเฟตามีน แต่ระหว่างเดินทางมาถูกเจ้าพนักงานตำรวจดักสกัดจับ จำเลยที่ 2 หลบหนีไปพักที่โรงแรมนัธยา รุ่งเช้าวันถัดมาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์อีกคันไปรับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์แล้วพากันหลบหนีออกจากจังหวัดนครพนม โดยช่วงเวลาก่อนถูกเจ้าพนักตำรวจสกัดจับรถกระบะของกลางต่อเนื่องจนถึงช่วงเวลาภายหลังถูกสกัดจับแล้วหลบหนีจนรุ่งเช้าที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์มีการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์เป็นช่วง ๆ อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นเกี่ยวข้องอยู่ในกระบวนการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 มาโดยตลอดนับตั้งแต่ร่วมกันเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้วจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนในรถกระบะของกลางและเดินทางโดยรถดังกล่าวไปถูกสกัดจับจึงหลบหนีไปพักโรงแรมนัธยาจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 แล้วพากันเดินทางหลบหนีออกจากจังหวัดนครพนม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดคดีนี้ ดังนี้ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่า และพยานซัดทอดมีพยานหลักฐานอื่นของโจทก์มาประกอบ จึงใช้ในการรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เลิกกับนางสุธิตราตั้งแต่ปี 2547 และไม่ได้ติดต่อกันแล้ว ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่จังหวัดตรัง จำเลยที่ 1 ขายรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558 ตั้งแต่ปี 2557 จำเลยที่ 1 ใช้โทรศ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง