ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 4517/2548

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นสามีภริยากันนำสิบตำรวจโท อ. เจ้าพนักงานตำรวจที่ทำการล่อซื้อ เดินทางไปติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ที่บ้านจำเลยที่ 1 ด้วยกัน จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะออกมาให้สิบตำรวจโท อ. ดู แล้วจำเลยที่ 2 ขอยืมรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ขับพาจำเลยที่ 4 และสิบตำรวจโท อ. ไปตลาดนิคมเพื่อรับเงินที่ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 แล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งนักการภารโรงสถานีตำรวจภูธร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 1 จึงมิใช่พนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100 จึงไม่อาจปรับบทมาตราดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบยาเสพติดให้โทษ อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและวิทยุคมนาคมของกลาง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานในหน่วยงานของรัฐจึงต้องรับโทษหนักขึ้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 72 วรรคสาม) พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกประกอบมาตรา 23) สำหรับข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 100 ให้ลงโทษประหารชีวิตข้อหาความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้ลงโทษจำคุก 9 เดือน และข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมจำคุก 3 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม เฉพาะจำเลยที่ 1 ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษคงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนข้อหาความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม จำคุก 2 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดของจำเลยที่ 1 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คงจำคุกคนละ 32 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 รับสารภาพในชั้นสอบสวนและพิจารณา เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ริบยาเสพติดและวิทยุคมนาคมของกลาง จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 8,004 เม็ด อาวุธปืน 1 กระบอก ซองกระสุน 1 อัน กระสุนปืน 12 นัด วิทยุคมนาคม 1 เครื่อง พร้อมแท่นชาร์จและเงินสดจำนวน 6,000 บาท เป็นของกลาง จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเครื่องรับส่งวิทยุคมนาคมของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายหรือไม่ สำหรับในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4 นั้น ทางนำสืบโจทก์ได้ความจากพันตำรวจโทวิวัฒน์ ลีลาเขตและสิบตำรวจโทอนิรุจ กาญจนพิมาย ผู้ร่วมวางแผนล่อซื้อและจับกุมว่า ในวันเกิดเหตุสิบตำรวจโทอนิรุจเป็นผู้ขับรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุของตนไปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 จากอำเภอปากช่องไปบ้านจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสระบุรี ไปถึงแล้วจำเลยที่ 1 ได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากภายในรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิของจำเลยที่ 1 ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกมาให้สิบตำรวจโทอนิรุจดูภายในรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุของสิบตำรวจโทอนิรุจ แต่จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพียงผู้เดียวและยาเสพติดให้โทษของกลางนั้นอยู่ในรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ แล้วในขณะเดินทางไปบ้านจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสระบุรี มิได้เป็นของจำเลยที่ 1 นำมาจากรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ถ้าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งมอบยาเสพติดให้โทษของกลางให้และยาเสพติดให้โทษของกลางอยู่ในรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุแล้ว เหตุใดจึงต้องพากันไปที่บ้านจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสระบุรีอีก ซึ่งไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้อย่างใด ข้อเท็จจริงเชื่อได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ร่วมกันติดต่อขายยาเสพติดให้โทษให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ และได้ร่วมกันพาเจ้าพนักงานตำรวจที่ทำการล่อซื้อเดินทางไปรับมอบยาเสพติดให้โทษของกลางจากจำเลย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4517/2548 · ทนอย Thanoy