ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 452/2563

หลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง แต่เป็นการทำสัญญาขึ้นเพื่อให้จำเลยนำไปฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยอง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์และจำเลยสมรู้กันทำสัญญาขึ้นโดยไม่มีเจตนาผูกพันกันและทำเพื่อให้จำเลยนำไปฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยอง จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครอง ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 และห้ามจำเลยนำหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าวไปกล่าวอ้างแก่บุคคลภายนอก จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากค่าขึ้นศาลที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ข้อ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 นางสาวนิชชานันท์ ภริยาของโจทก์ ฝ่ายหนึ่ง ได้เจรจากับนายพิสูจน์ และจำเลย อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมลงทุนทำรีสอร์ทในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ที่เกาะง่าม ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง กับได้มีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินระหว่างโจทก์ในฐานะผู้ขาย และจำเลยในฐานะผู้ซื้อ มีข้อตกลงว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยในราคา 25,000,000 บาท มีการชำระในวันทำสัญญาและวันอื่น ๆ อีก 4 งวด งวดละ 5,000,000 บาท โจทก์ตกลงสละสิทธิครอบครอง และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่จำเลยในวันทำสัญญา ทั้งโจทก์และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญา โดยนางสาวนิชชานันท์ได้นำสัญญาซื้อขายมาให้โจทก์ลงชื่อในภายหลัง และนางสาวนิชชานันท์ได้ลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ข้อ 2 ในวันเดียวกันจำเลยและนางสาวนิชชานันท์ได้ทำสัญญาหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน มีข้อความว่าทั้งสองฝ่ายตกลงเข้าหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อร่วมกันซื้อสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทในข้อ 1 โดยจำเลยมีหน้าที่เข้าทำสัญญาซื้อสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทกับโจทก์แทนนางสาวนิชชานันท์ และนางสาวนิชชานันท์มีหน้าที่นำเงิน 25,000,000 บาท ชำระให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ในการทำสัญญาในข้อ 1 และข้อ 2 นางสาวนิชชานันท์กับนายพิศูจน์และจำเลยได้ตกลงให้ลงวันที่ทำสัญญาวันเดียวกัน และให้ย้อนหลังเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ข้อ 4 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะช้าง ได้ประกาศอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เรื่องห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครองที่ดิน หรืองดเว้นการกระทำใด ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง บริเวณเกาะง่าม ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2559 จำเลยทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่ออุทธรณ์คำสั่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างดังกล่าว และวันที่ 22 เมษายน 2559 จำเลยได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช อุทธรณ์คำสั่งอีกครั้งหนึ่ง ข้อ 5 วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 จำเลยได้ยื่นฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยอง ขอให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างยกเลิกประกาศอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ในข้อ 4 ข้างต้น และให้รื้อถอนประกาศดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทของจำเลย กับห้ามให้เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองของจำเลย โดยจำเลยอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ในราคา 25,000,000 บาท และศาลปกครองระยองได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ให้รับคำฟ้องของจำเลยไว้พิจารณา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เสียเปล่าไม่มีผลใช้บังคับ ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าว ย่อมกระทบกระเทือนต่อสิทธิตามข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินตามสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีผลผูกพัน เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นพิพาทหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เข้าเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ทำรีสอร์ทบนเกาะง่าม ในที่ดินตามหนังสือสิทธิครอบครอง (สค1) เลขที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ของโจทก์ โดยจำเลยจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายใน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2563 · ทนอย Thanoy