ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 4535/2549

หลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย ขอให้จำเลยส่งเงินเดือนของ ส. ให้ตามคำสั่งอายัด โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทย่อมมีหน้าที่จัดการกิจการภายในของบริษัท จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดดังกล่าว แต่จำเลยกลับมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ส่งเงินตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้โจทก์ทำหนังสือลงนามแจ้งว่า ส. ไม่ได้ทำงานในบริษัทจำเลย เพื่อปฏิเสธไม่ส่งเงินตามคำสั่งอายัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำสั่งของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ การที่โจทก์ไม่ทำตามคำสั่งจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ทั้งมิใช่การจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวยังเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อีกด้วย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 41,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ถึง 30 ของเดือน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 กรมบังคับคดีได้มีหนังสือถึงจำเลยให้อายัดเงินเดือนของนายสมชาติ อังกาบสี จำนวนร้อยละสามสิบ โจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชาจึงแจ้งกรมบังคับคดีว่านายสมชาติทำงานอยู่กับจำเลยและจะทำการหักเงินเดือนนายสมชาติส่งให้ ต่อมาโจทก์ทราบว่านายสมชาติเป็นพนักงานของบริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด ซึ่งมีที่ตั้งบริษัทอยู่ที่เดียวกับจำเลย โจทก์จึงทำหนังสือฉบับใหม่เพื่อแจ้งให้กรมบังคับคดีทราบว่านายสมชาติไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลย แต่จำเลยระงับหนังสือดังกล่าวแล้วอ้างว่าโจทก์ปลอมแปลงลายมือชื่อจำเลย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 เมษายน 2548 โดยไม่ได้ตักเตือนหรือสอบสวนตามข้อบังคับการทำงานของโจทก์ การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดร้ายแรง และไม่ทำให้จำเลยเสียหายแต่อย่างใด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายในเดือนเมษายน 2548 จำนวน 18 วัน คิดเป็นเงิน 24,899.94 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 45 วัน เป็นเงิน 62,249.85 บาท ค่าชดเชยจำนวน 240 วัน เป็นเงิน 331,999.20 บาท ค่าเครื่องแบบที่จำเลยหักไว้เป็นเงิน 2,500 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5 วัน เป็นเงินจำนวน 6,916.65 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 4,482,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเครื่องแบบ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือที่ ยธ 0511 (3)/4804 แจ้งเตือนให้บริษัทจำเลย ส่งเงินตามที่แจ้งอายัดค่าจ้างร้อยละสามสิบของเงินเดือน เงินโบนัสประจำปีและเงินตอบแทนกรณีออกจากงานเต็มจำนวนของนายสมชาติ อังกาบสี โจทก์ได้ปรึกษาประธานบริษัทจำเลย ซึ่งได้เรียกที่ปรึกษากฎหมายมาหารือกับโจทก์ด้วย ที่ปรึกษากฎหมายได้สอบถามโจทก์แล้ว โจทก์แจ้งว่านายสมชาติไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลย ที่ปรึกษากฎหมายจึงแนะนำให้โจทก์ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยให้โจทกืในฐานะผู้จัดการทั่วไปหรือผู้จัดการใหญ่เป็นผู้ลงนามโดยด่วน เพราะหนังสือจากเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นฉบับที่ 3 แล้ว หากเนิ่นช้าไปอาจมีผลให้ประธานบริษัทจำเลยถูกหมายเรียกไปสอบถามได้ หรืออาจมีโทษจำคุก แต่โจทก์กลับฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยมิได้จัดทำหนังสือชี้แจงดังกล่าว เมื่อที่ปรึกษากฎหมายสอบถามถึง โจทก์ก็จัดทำหนังสือเสนอให้ประธานบริษัทจำเลยเป็นผู้ลงนามโดยแจ้งประธานบริษัทจำเลยว่าที่ปรึกษากฎหมายเป็นผู้แนะนำให้ดำเนินการ เมื่อที่ปรึกษากฎหมายได้สอบถามประธานบริษัทจำเลย โจทก์จึงได้ทำลายเอกสารดังกล่าวและมิได้ทำหนังสือชี้แจงเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยจึงได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 จำเลยได้จ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์ในวันเลิกจ้างแต่โจทก์ไม่ยอมรับ การกระทำของโจทก์ถือว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายในกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เป็นผู้จัดการใหญ่ของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 24,899.94 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6,916.65 บาท ค่าชดเชยจำนวน 331,999.20 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 62,249.85 บาท ค่าเครื่องแบบจำนวน 2,500 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 332,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด และบริษัทจำเลย ประกอบกิจการเรือสำราญ ใช้สถานที่ประกอบกิจการร่วมกัน โดยมีนายพิชิต กุลเกียรติเดช เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัททั้งสองแต่ผู้เดียว บริษัททั้งสองใช้ลูกจ้างชุดเดียวกัน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไป รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 41,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ถึง 30 ของเดือน และโจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของบริษัทแกรนด์ เพิร์ล จำกัด ด้วย นายสมชาติ อังกาบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2549 · ทนอย Thanoy