คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 454/2553
หลักกฎหมาย
ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดขึ้นใหม่ว่า โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้หรือไม่ ถือเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปตามข้ออ้างข้อเถียงในคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่กำหนดไว้แต่เดิมนั้นเอง ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้นำสืบไปตามข้อต่อสู้ในคำให้การอยู่แล้วนอกจากนี้การกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ก็กระทำหลังจากคู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยไม่มีผลต่อการนำสืบและการรับฟังข้อเท็จจริงตามนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่จำต้องแจ้งให้คู่ความทราบและไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้แต่เดิมขึ้นใหม่ก็เพื่อสะดวกในการวินิจฉัยคดีจึงเป็นการกระทำโดยชอบ โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยซื้อมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ตามคำให้การดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาแต่ต้น จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่จะต้องวินิจฉัยเพราะการแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 จะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นมิใช่เป็นที่ดินของตนเอง โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสี่ในฐานะเจ้าของ ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ไม่ใช่ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกซึ่งหมายถึงคดีที่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดก จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเพิกถอนคำขอรับโอนมรดกที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 96 หมู่ที่ 12 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2517 เพิกถอนคำขอรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 96 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2517 เพิกถอนการให้ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 313/96 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายพรัด ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2518 เพิกถอนการโอนขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 96 น.ส.3 เลขที่ 314/96 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ลงวันที่ 20 เมษายน 2533 และวันที่ 23 มิถุนายน 2535 และเพิกถอนการให้ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 8518 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 8 (ที่ถูก 18) ตุลาคม 2538 เสีย แล้วให้ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 96 กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนางชุ่มมารดาของโจทก์ที่ 2 นายเฟื่องและนางฝากตามเดิม หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเล่ม 314/96 หน้า 138 เล่ม 5 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย ล.9 และโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 8263 และ 8518 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 ตามลำดับ โดยให้เพิกถอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่เกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้น กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.9 และโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย นางศิวพร หรือแดงหมื่น ซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 กับนางอาภาพร ซึ่งเป็นทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ผู้มรณะตามลำดับ ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 96 ตั้งอยู่หมู่ที่ 12 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อนางชุ่ม เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองตามเอกสารหมาย จ.3 นางชุ่มเป็นภริยาของนายต้อย มีบุตรด้วยกันสี่คน คือนายเชื่อง นายเฟื่อง นางฝาก และโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาของนายเฟื่อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรของนายเชื่องและนางคุ่น จำเลยที่ 3 เป็นสามีจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบุตรของนางฝากและนายพรัด นางชุ่มถึงแก่ความตายเมื่อปี 2506 และนายเฟื่องถึงแก่ความตายปี 2531 เมื่อปี 2517 ทางราชการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบลขนอม จำเลยที่ 1 นำเอกสารไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นางคุ่น นายเฟื่องและโจทก์ที่ 2 สละมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 เล่ม 5 หน้า 95 สารบบเล่ม 96 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย จ.6 และต่อมามีการแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 3 ส่วน ตามรูปที่ดินโดยประมาณในเอกสารหมาย จ.5 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนที่อยู่ตรงกลางให้แก่นายพรัด ตาม น.ส.3 สารบบเล่ม 313/96 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย จ.26 ส่วนที่ดินทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกคงมีชื่อจำเลยที่ 1 ถือสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 สารบบเล่ม 314/96 และ 96 เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 ขายที่ดิน น.ส.3 สารบบเล่ม 96 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาปี 2535 จึงขายที่ดินตาม น.ส.3 สารบบเล่ม 314/96 แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และภายหลังที่ดิน น.ส.3 สารบบเล่ม 96 ได้เปลี่ยนเป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 8263 เอกสารหมาย จ.14 ต่อมาทางราชการตัดถนนสายขนอม-หาดในเพลา ผ่านที่พิพาทจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีข้อโต้แย้งเรื่องแนวเขตที่ดิน จึงมีการตกลงกันโดยจำเลยที่ 2 แบ่งแยกที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 8518 ซึ่งแบ่งแยกจาก น.ส.3 ก. เลขที่ 8263 อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ใหม่จากเดิมซึ่งกำหนดว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง