ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567

ฎีกาที่ 454/2567

หลักกฎหมาย

คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยปรับระดับดินขณะเริ่มโครงการต่ำกว่าแบบที่ขออนุญาตโดยมีระดับถนนในโครงการต่ำกว่าระดับถนนสาธารณะ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขาย และหลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่ดินที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีได้อนุญาตให้จัดสรรที่ดิน จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยปรับปรุงดินโดยถมดินบดอัดแน่น มีระดับไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะที่เชื่อมต่อกับโครงการตามแผนผังที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยได้ปรับปรุงถมดินบดอัดแน่นในระดับดินบริเวณที่จัดสรรมีระดับไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะตามแบบที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรหรือไม่ ซึ่งประเด็นข้อพิพาทข้อนี้จำเลยต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการปรับระดับดินบริเวณที่จัดสรร เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจนั้น ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 9,229,847.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยปรับปรุงถนนในหมู่บ้าน ล. โดยถมดินอัดแน่นให้มีระดับไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะ และกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการค้าที่ดิน จัดสรรที่ดิน และบ้านเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ใช้ชื่อโครงการว่า ล. โดยโครงการของจำเลยมีทางเข้าออกติดกับถนนซึ่งเป็นถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 37428 เนื้อที่ 1 งาน 41 เศษ 7 ส่วน 10 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 99/29 จากโครงการของจำเลยดังกล่าว ในราคา 12,550,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2553 จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินโดยจำเลยต้องถมดินบดอัดแน่นให้พื้นดินที่จัดสรรในโครงการดังกล่าวมีระดับไม่ต่ำกว่าถนนซึ่งเป็นถนนสาธารณะเมื่อปี 2554 มีเหตุอุทกภัยทำให้เกิดน้ำท่วมในโครงการดังกล่าวและบ้านของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยก่อสร้างถนนในโครงการพิพาทมีระดับความสูงถูกต้องตามแบบที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ จำเลยฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยได้ทำการปรับถมดินบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ โดยกำหนดความสูงของพื้นดินแปลงจำหน่ายเมื่อบดอัดจนเรียบเสมอกันแล้วจะมีระดับความสูงกว่าไหล่ทางถนนราชพฤกษ์ 20 เซนติเมตร ซึ่งตามคำขออนุญาตให้ทำการจัดสรรกำหนดว่า บริษัทจะทำการปรับปรุงดินโดยจะทำการถมดินบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นดินบริเวณที่ดินที่ทำการจัดสรรเรียบเสมอกันโดยมีระดับไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะ โดยในการปรับถมดินระดับที่เริ่มต้นที่มีค่าระดับ 0.00 นั้น จำเลยใช้ไหล่ทางถนนสาธารณะเป็นตัวกำหนดค่าระดับในการถมดิน ซึ่งตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินไม่ได้กำหนดว่า ผู้จัดสรรจะต้องอ้างอิงโดยใช้ตำแหน่งใดของถนนสาธารณะเป็นเกณฑ์ในการปรับปรุงดิน เพียงแต่กำหนดให้การปรับแต่งให้พื้นที่ดินเกิดความเหมาะสมในการปลูกสร้างอาคาร ซึ่งการปรับปรุงดินให้มีความสูงกว่าไหล่ทางถนนราชพฤกษ์ 20 เซนติเมตร ก็เหมาะสมต่อการปลูกสร้างอาคารแล้ว โดยไม่มีข้อบังคับใดที่กำหนดว่าการปรับปรุงถมดินต้องใช้ระดับความสูงของบริเวณเกาะกลางถนนสาธารณะมาเป็นข้อเปรียบเทียบระดับความสูง และการใช้ไหล่ทางถนนสาธารณะเป็นจุดอ้างอิงก็เป็นไปตามหลักทั่วไปของผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินใช้ปฏิบัติ ทั้งในการขออนุญาตเชื่อมทางเข้าออกทางหลวงหรือทางสาธารณะตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการเชื่อมทางเข้าออกทางหลวงหรือทางสาธารณะตามข้อกำหนดให้สร้างทางเชื่อมผิวคอนกรีตบรรจบทางหลวงที่ขอบไหล่ทางและปรับปรุงไหล่ทางลาดยางให้มีความแข็งแรงเท่าทางจราจรโดยจัดทำถนนภายในโครงการมาบรรจบกับถนนราชพฤกษ์ที่ขอบไหล่ทาง การดำเนินการของจำเลยจึงเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดอันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ที่บริษัท อ. ตรวจสอบระดับความสูงของพื้นดินบ้านโจทก์ทั้งสองเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยดำเนินการแล้วถึง 10 ปี ย่อมมีผลถึงการทรุดตัวของพื้นดินในบริเวณดังกล่าวได้ ประกอบกับมีการซ่อมแซมถนนราชพฤกษ์หลายครั้งย่อมทำให้ระดับสูงขึ้น ทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมถึงจังหวัดนนทบุรีจากข้อมูลการทรุดตัวของพื้นดินบริเวณดังกล่าวมีอัตราการทรุดตัวเฉลี่ยปีละ 2 เซนติเมตร ระยะเวลา 10 ปี ย่อมทรุดตัวลงประมาณ 20 เซนติเมตร จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง นั้น คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยปรับระดับดินขณะเริ่มโครงการต่ำกว่าแบบที่ขออนุญาตโดยมีระดับถนนในโครงการต่ำกว่าระดับถนนสาธารณะหน้าโครงการ 51.30 เซนติเมตร ทำให้พื้นบ้านชั้นที่หนึ่งของโจทก์ทั้งสอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง