คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 4554/2539
หลักกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและมีคำสั่งใหม่ ศาลชั้นต้นชอบที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งใหม่โดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนที่ได้มีการไต่สวนไว้แล้วนั้นได้ โดยไม่จำต้องให้ผู้ร้องสืบพยานเพิ่มเติมใหม่อีก ในชั้นร้องขอให้ถอนการยึดทรัพย์ เมื่อเจ้าพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านเห็นว่าข้ออ้างในการขอเลื่อนการสอบสวนของผู้ร้องไม่มีเหตุผลสมควร โดยมีเจตนาประวิงคดีประกอบกับคดีมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นปรากฏชัดว่าผู้ร้องได้ขายที่ดินที่ถูกยึดให้แก่ลูกหนี้แล้ว ผู้คัดค้านชอบที่จะงดสอบสวนเสียได้ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 158
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้(จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2529 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2530 ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1312ถึง 1317 เนื้อที่ประมาณ 1,039 ไร่ ซึ่งลูกหนี้และบริษัทที.แอล.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขอยืมโฉนดที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง ไปจากผู้ร้องทั้งสองและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อลูกหนี้และบริษัทที.แอล.เอส.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านสอบสวนและมีคำสั่งคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง แต่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนำเงินประกันค่าเสียหายจำนวน 6,502,100 บาท มาวางภายใน 7 วันผู้ร้องทั้งสองได้โต้แย้งคำสั่งของผู้คัดค้านว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องทั้งสองราคานับวันแต่จะสูงขึ้น ผู้ร้องทั้งสองเป็นฝ่ายที่ต้องเสียหายขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินประกันค่าเสียหาย หากเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องวางเงินประกัน ก็ขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่ต้องวางให้ลดน้อยลง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 11 มิถุนายน 2533 ว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 23 มีนาคม 2533 ต่อผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่1312 ถึง 1317 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2526 ลูกหนี้และบริษัทที.แอล.เอส.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขอยืมโฉนดที่ดินพิพาทจากผู้ร้องทั้งสองโดยอ้างว่าจะนำไปเพื่อประกอบการตัดสินใจในการขยายกิจการของลูกหนี้และบริษัทที.แอล.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แต่ลูกหนี้และบริษัทที.แอล.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กลับโอนทะเบียนใส่ชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นของตน โดยผู้ร้องทั้งสองไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย แล้วลูกหนี้และบริษัทที.แอล.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้นำไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เงินทุนสากล จำกัด ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2533ธนาคารกรุงไทย จำกัด นำเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดนครนายกยึดที่ดินพิพาทไว้แทนผู้คัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองขอคืนโฉนดที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านนัดสอบสวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสองในวันที่ 9 พฤษภาคม 2533 ก่อนวันนัดสอบสวน ผู้คัดค้านได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินประกันค่าเสียหายจำนวน 6,502,100 บาท ผู้ร้องทั้งสองไม่วางเงินและได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลซึ่งอยู่ระหว่างนัดไต่สวนคำร้องต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2533 ซึ่งเป็นวันนัดสอบสวนผู้ร้องทั้งสองขอเลื่อนนัดอ้างเหตุติดราชการของกรุงเทพมหานครผู้คัดค้านมีคำสั่งให้งดสอบสวนและยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่าคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูล ไม่มีเหตุอันควรรับฟังและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดี ประกอบกับผู้คัดค้านมีคำสั่งให้วางเงินประกันค่าเสียหาย แต่ผู้ร้องมิได้วางเงินประกันโดยยื่นคำร้องคัดค้านและถึงกำหนดนัดสอบสวนผู้ร้องไม่นำพยานมาให้ผู้คัดค้านสอบสวนกลับขอเลื่อนโดยไม่มีเหตุที่จะเลื่อนผู้ร้องทั้งสองคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 158 ผู้ร้องทั้งสองมีเหตุจำเป็นและขอเลื่อนนัดเพียงครั้งแรก ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านถอนการยึดทรัพย์และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกับคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง หรือให้เพิกถอนคำสั่งเดิมของผู้คัดค้านแล้วดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสองต่อไป ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องของผู้ร้องทั้งสองฉบับว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 23 มีนาคม 2533 ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่1312 ถึง 1317 ผู้คัดค้านได้นัดสอบสวนและให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินประกันค่าเสียหายตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 122/2533ลงวันที่ 30 มีนาคม 2533 และนัดสอบสวนผู้ร้องทั้งสองในวันที่9 พฤษภาคม 2533 แต่เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2533 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านเรียกผู้ร้องทั้งสองให้วางเงินประกันค่าเสียหาย 20,000,000 บาท ผู้คัดค้านได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินประกันค่าเสียหายจำนวน 6,502,100 บาทเพื่อประกันค่าสินไหมทดแทนแก่กองทรัพย์สินตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วย การบังคับคดีล้มละลายและการชำระบัญชี พ.ศ. 2520 ข้อ 65 ต่อมาวันที่9 พฤษภาคม 2533 ซึ่งเป็นวันนัดสอบสวนพยานผู้ร้องทั้งสองผู้ร้องทั้งสองทราบนัดแล้ว แต่ไม่นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนซึ่งเจ้าหนี้และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้รอซักค้านอยู่จนถึงเวลา 11 นาฬิกา ผู้ร้องทั้งสองได้มอบอำนาจให้นายสุธรรม อรุณพูลทรัพย์ มาพบผู้คัดค้านแถลงขอเลื่อนการสอบสวนโดยอ้างว่าผู้ร้องที่ 1 ป่วย ส่วนผู้ร้องที่ 2 ติดราชการของกรุ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง