คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 4567/2561
หลักกฎหมาย
แม้โจทก์จะเป็นเพียงลูกค้าที่ติดต่อซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการเช่าซื้อ และโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันพิพาทขณะฟ้องคดีเพราะเป็นผู้เช่าซื้อจากธนาคาร ท. แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อพร้อมกับส่งมอบสมุดคู่มือการรับบริการให้แก่โจทก์ระบุการรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา โดยระบุชื่อโจทก์เป็นลูกค้าผู้ซื้อซึ่งมีสิทธิเข้ารับบริการเกี่ยวกับรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ข้อตกลงเช่นนี้ย่อมถือเป็นสัญญาให้บริการ แม้ไม่ได้ทำสัญญาให้บริการขึ้นก็มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ให้เช่าซื้อตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบ และจำหน่ายรถยนต์พิพาท แม้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื้อรถก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยใกล้ชิด พฤติการณ์การประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ย่อมชี้ชัดว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการให้สัญญารับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์อันเป็นบริการที่ให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับบริการย่อมเป็นผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่ารถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องจากเหตุเครื่องยนต์ทำงานผิดปกติและอยู่ภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลารับประกัน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาให้บริการซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ซ่อมแซมข้อชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทเรียบร้อยแล้วหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้บริการที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 เมื่อจำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์แต่ไม่อาจนำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างได้ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าข้อชำรุดบกพร่องของเครื่องยนต์ได้รับการแก้ไขแล้ว จำเลยทั้งสองจึงยังคงต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท ศาลในคดีผู้บริโภคย่อมมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงินแก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 และ 41 ในกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่อาจแก้ไขเหตุชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ผู้บริโภคได้
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 3พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 3พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 11พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 29พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 39พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 41
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 992,401.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 692,401.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินงวดค่าเช่าซื้อหลังวันฟ้องที่เหลืออีก 53 งวด เป็นเงิน 1,179,197 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและจำหน่ายรถยนต์กับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์ รวมทั้งให้บริการที่เกี่ยวข้อง มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดจำหน่าย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 โจทก์ติดต่อซื้อรถพิพาทเป็นรถยนต์ใหม่ ยี่ห้อเชพโรเลต รุ่นแคปติวา ขับเคลื่อน 2 ล้อ สีดำ รุ่นปี 2010 จากจำเลยที่ 1 ราคา 1,544,859.81 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์ 269,670.09 บาท แก่จำเลยที่ 1 ส่วนราคาที่เหลือโจทก์กู้เงินจากธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) นำไปชำระแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 18 มิถุนายน 2553 ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าของรถยนต์พิพาททำสัญญาให้โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทไป จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ในวันที่ 5 มิถุนายน 2553 โดยมีเงื่อนไขและระยะเวลารับประกัน กรณีความเสียหายของวัสดุหรือคุณภาพในการประกอบที่ต้องได้มาตรฐานเป็นเวลา 3 ปี หลังจากรับมอบรถหรือใช้งาน 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณี โจทก์ครอบครองและใช้สอยรถยนต์พิพาทเรื่อยมา เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เครื่องยนต์ของรถยนต์พิพาททำงานผิดปกติ โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อม จำเลยที่ 1 รับซ่อมโดยช่างของจำเลยที่ 1 แก้ไขอาการควันสีขาวจนหมดปัญหา แต่อาการเครื่องยนต์ไม่มีกำลัง (เร่งไม่ขึ้นหรือมีอาการรอรอบ) ไม่อาจแก้ไขได้ จำเลยที่ 1 จึงส่งรถยนต์พิพาทไปให้จำเลยที่ 2 แก้ไข เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองเสนอให้จำเลยทั้งสองเลือกว่าจะรับรถยนต์พิพาทคืนแล้วโจทก์จะซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นโคโลราโด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เพิ่งออกวางตลาดขณะนั้น โดยให้จำเลยทั้งสองออกเงินดาวน์ร้อยละ 30 ของราคารถ หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันซ่อมแซมรถยนต์พิพาทอีกครั้ง หากแก้ไขไม่ได้ จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินดาวน์และเงินที่โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไปทั้งหมด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบโจทก์ว่า จะนำรถไปซ่อมอีกครั้ง จำเลยทั้งสองรับรถยนต์พิพาทไปซ่อมแซมเมื่อเดือนกันยายน 2554 วิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 2 ร่วมทดสอบรถยนต์พิพาทและทำรายงานการทดสอบ เมื่อเดือนธันวาคม 2554 จำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทคืน แต่โจทก์ไม่ยอมรับคืนอ้างว่าเครื่องยนต์ยังคงไม่มีกำลังเช่นเดิม ระหว่างจำเลยทั้งสองซ่อมรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 1 มอบรถยนต์ให้โจทก์ใช้เรื่อยมาจนปัจจุบันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถแล้ว และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยฟังว่า เมื่อรถยนต์พิพาทที่เช่าซื้อชำรุดบกพร่อง ผู้ให้เช่าซื้อเป็นฝ่ายต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เช่าซื้อ ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนและผู้ขายต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทที่เกิดระหว่างเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 และชำระเงินดาวน์พร้อมรับมอบรถยนต์พิพาทมาครอบครองใช้สอยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 กรรมสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ทันทีแม้ยังชำระราคาไม่ครบ โจทก์โอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าซื้อเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาเช่าซื้อ แม้หลังเช่าซื้อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาท แต่เป็นผู้ครอบครองใช้สอย ตามประวัติการนำรถยนต์พิพาทไปรับบริการก็ระบุว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในการซ่อมจำเลยที่ 1 ต้องขออนุมัติจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์พิพาท และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับว่าหากซ่อมรถยนต์พิพาทไม่ได้ ยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์เสนอ ซึ่งเป็นการประนีประนอมยอมความ อย่างไรก็ตาม โจทก์เป็นผู้ใช้รถยนต์พิพาทโดยชอบจึงเป็นผู้บริโภคและได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 และ 4 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ตกลงด้วย มีธนาคาร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง