ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 4575/2551

หลักกฎหมาย

การกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช แต่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชและอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราชตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) การขอแก้ไขคำให้การ จำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง เท่านั้น อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาล การที่จำเลยขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ เท่ากับจำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิม ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขคำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพแล้วถึง 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์นำคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชมาฟ้องรวมกันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความและอ้างว่าจำเลยไม่เข้าใจจึงรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบเท่านั้น เป็นการให้การปฏิเสธภายหลังจำเลยผิดนัดชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงิน 530,115 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 33 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน เป็นจำคุก 99 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 49 เดือน 15 วัน และให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 430,115 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่เกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดปากพนัง ศาลจังหวัดทุ่งสง และศาลแขวงสงขลานั้น ศาลแขวงนครศรีธรรมราชไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาและกรณีมิใช่เป็นเรื่องกระทำความผิดในหลายท้องที่ไม่อาจอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) และวรรคสอง (ก) มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าเหตุคดีนี้มิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชและอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชย่อมมีอำนาจสอบสวนความผิดคดีนี้ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนในท้องที่ดังกล่าวแล้ว การสอบสวนจึงชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราชได้ ศาลแขวงนครศรีธรรมราชจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจเพราะโจทก์ร่วมและทนายจำเลยหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมและให้สัญญา จำเลยจึงประสงค์ขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่นั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอ่านคำอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วสอบถามคำให้การจำเลยในครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 นั้น จำเลยให้การปฏิเสธและแถลงว่ามีทนายแต่ทนายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อม เมื่อถึงวันนัดพร้อมวันที่ 13 ธันวาคม 2545 จำเลยคงให้การปฏิเสธพร้อมยื่นคำให้การที่ทนายจำเลยจัดทำให้ต่อศาลชั้นต้น แต่จำเลยแถลงว่าคดีมีทางตกลงกันได้ ขอให้โจทก์นำผู้รับมอบอำนาจของผู้เสียหายมาเจรจาที่ศาลแล้วขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดพร้อมวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เมื่อถึงวันนัดฝ่ายผู้เสียหายมาศาล จำเลยก็ร่วมแถลงต่อศาลว่าคดีมีทางตกลงกันได้ แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบยอดเงินขอเลื่อนคดีไปนัดพร้อมวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เมื่อถึงวันนัดผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังอีกครั้ง จำเลยแถลงว่าเข้าใจและปรึกษาทนายความแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการพร้อมกับยื่นคำให้การที่มีข้อความเช่นเดียวกับรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ซึ่งทนายจำเลยจัดทำให้ต่อศาลชั้นต้นแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยานต่อ จากนั้นจำเลยร่วมแถลงกับฝ่ายโจทก์ร่วมได้ใจความว่า จำเลยขอเวลาผ่อนชำระเงินคืนโจทก์ร่วมจำนวน 530,115 บาท ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 จำนวน 100,000 บาท และวันที่ 12 ธันวาคม 2546 จำนวน 130,115 บาท รวม 4 งวด ขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยผิดนัดเรื่อยมาโดยชำระเพียงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จำนวน 40,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 จำนวน 20,000 บาท และวันที่ 12 ธันวาคม 2546 จำนวน 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท และขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 16 มกราคม 2547 เมื่อถึงวันนัด จำเลยแถลงได้ใจความว่าจำเลยเตรียมเงิน 100,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ร่วม แต่เนื่องจากจำเลยได้เจรจากับผู้บริหารของโจทก์ร่วมเพื่อขอทำงานกับโจทก์ร่วมและหากรับเข้าทำงานโจทก์ร่วมก็จะหักเงินค่าเสียหายจากเงินเดือนที่จำเลยจะได้รับจากโจทก์ร่วมจนกว่าจะครบถ้วนและจำเลยต้องใช้เงินที่เตรียมมาวันนี้เป็นเงินประกันการเข้าทำงาน ขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา ถ้าโจทก์ร่วมไม่รับกลับเข้าทำงานก็จะนำเงินจำนวน 100,000 บาท นี้ผ่อนชำระให้โจทก์ร่วมต่อไป พร้อมแถลงว่าหาก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4575/2551 · ทนอย Thanoy