ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 4587/2565

หลักกฎหมาย

แม้สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ชําระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาและไม่ครบจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาตั้งแต่ปี 2560 หลายครั้ง แต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชําระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับรับชําระหนี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อน ทั้งมีการงดคิดดอกเบี้ยผิดนัดระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 แสดงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาและจำนวนเงินที่ต้องชําระตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 จะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คําเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชําระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 1 ไม่ชําระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้จำเลยทั้งสี่ชําระทั้งหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ครบกำหนดวันที่ 6 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชําระ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 19 ให้สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง โดยมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเพื่อให้ทราบถึงการผิดนัดนั้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ชําระหนี้ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 จึงถือได้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชําระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชําระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชําระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ด้วย โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลย่อมไม่มีอำนาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้ แต่ส่วนที่สัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนกำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชําระหนี้ ยินยอมให้ผู้ให้กู้เรียกให้ชําระหนี้ทั้งหมดคืนพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราสูงสุดได้ทันทีนั้น มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 161,188,901.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียนจำนอง 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวและชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001 และ 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 161,188,901.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001 และ 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมาจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอสินเชื่อไว้แก่โจทก์ตามโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้าง ฯ และเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2553 ณ วันฟ้อง (วันที่ 27 กันยายน 2561) เป็นต้นเงิน 58,196,814.06 บาท ดอกเบี้ย 9,662,841.02 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 105,000 บาท และตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2553 ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 80,000,000 บาท ดอกเบี้ย 13,329,246.57 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 145,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรหมายเลขทะเบียนจำนอง 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวและชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001, 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ถึงจำเลยทั้งสี่ขอให้ชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนอง โดยระบุว่า ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 มีหนี้ค้างชำระตามสัญญากู้เงินเป็นต้นเงิน 58,196,814.06 บาท พร้อมดอกเบี้ย และตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนเป็นต้นเงิน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ส่วนจำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ในชั้นสืบพยานโจทก์อ้างด้วยว่า หลังจากผิดสัญญา โจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายโดยชอบแล้ว คือ หนังสือลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ถึงจำเลยทั้งสี่แจ้งเตือนให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระภายใน 7 วัน นับจากได้รับหนังสือ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าว โจทก์จำเป็นต้องดำเนินการตามระเบียบของธนาคารต่อไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องไม่เคลือบคลุม โจทก์คำนวณยอดหนี้ค้างชำระและดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยโดยอาศัยประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ชอบแล้ว ฟังว่ายอดหนี้ทั้งหมด ณ วันฟ้องเป็นเงิน 161,188,901.65 บาท โจทก์บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โดยให
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4587/2565 · ทนอย Thanoy