ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 4593/2552

หลักกฎหมาย

เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์แม้จะเป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการนำคำว่า "LASER" และ "JET" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาผสมกัน โดยสามารถเห็นรากศัพท์เดิมจากรูปลักษณะของคำ ทั้งเมื่อออกเสียงเรียกขานคำดังกล่าวก็จะทราบคำศัพท์ดังกล่าวอย่างชัดเจนทันที คำว่า "LASERJET" จึงไม่ใช่คำประดิษฐ์ และเมื่อจะพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ กล่าวคือ เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบกับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนซึ่งจะเห็นได้จากพยานหลักฐานของโจทก์อย่างชัดเจนว่า โจทก์มุ่งเน้นที่จะใช้เครื่องหมายการค้านี้กับเครื่องพิมพ์เป็นหลัก สินค้าเครื่องพิมพ์นี้ จากพยานหลักฐานของโจทก์ คือ เอกสารแนะนำสินค้า ระบุถึงการทำงานของเครื่องพิมพ์สีเลเซอร์เจ็ททำนองว่าเป็นการใช้แสงเลเซอร์ในการทำงาน ดังนั้น คำว่า "LASERJET" นับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรง เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ไว้แล้ว โจทก์ย่อมอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ ซึ่งการนำพยานหลักฐานมาสืบแสดงต่อศาล เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 85 เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐานเมื่อโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานตามกฎหมายแล้ว ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลสามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาพิพากษาได้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นศาลโดยไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แม้การพิจารณาของศาลในเรื่องนี้จะมีลักษณะเป็นการทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าถูกต้องหรือไม่ก็ตามแต่ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาก็คือ เครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ควรได้รับการจดทะเบียนหรือไม่นั้นเอง ซึ่งปัญหานี้รับฟังได้จากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" มีการจำหน่ายเผยแพร่และโฆษณาในประเทศไทยเป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยว่า 10 ปี นับเป็นเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 วรรคสาม และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ จำเลยจึงต้องดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ต่อไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า (1) เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ (2) เครื่องโทรสาร (3) เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ (4) เครื่องถ่ายเอกสาร (5) เครื่องปฏิบัติงานแบบผสมผสานซึ่งประกอบด้วยเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องโทรสารและเครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์อยู่ในเครื่องเดียวกัน และ (6) อะไหล่และชิ้นส่วนย่อยของเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งสินค้าดังกล่าวมีจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้โดยวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงโจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากโจทก์คิดค้นและใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาโดยสุจริต คำว่า "LASERJET" ไม่มีความหมายและคำแปลตามพจนานุกรม ถือเป็นคำประดิษฐ์และมีลักษณะบ่งเฉพาะ นอกจากนี้โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาเป็นเวลายาวนานกว่า 18 ปี จนสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วไป ทั้งยังได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาจนสาธารณชนรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" เป็นสินค้าของโจทก์ จนเกิดความหมายที่สอง (Secondary meaning) อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 464132 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 464132 ต่อไป จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาจากคำว่า "LASER" และ "JET" ผสมกันซึ่งหมายถึง "เครื่องระบบเจ็ทที่ใช้ระบบแสงเลเซอร์หรือคลื่นแสงขยายกำลัง แต่ถูกส่งออกเป็นลำแสงที่แคบ" เมื่อนำไปใช้กับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนนับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง โจทก์ไม่เคยยื่นหลักฐานแสดงปริมาณการจำหน่ายสินค้า การโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" จนเป็นที่แพร่หลายต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพร้อมคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ส่วนหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่าง ๆ ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้จำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า อักษรโรมันคำว่า "LASERJET" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า (1) เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ (2) เครื่องโทรสาร (3) เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ (4) เครื่องถ่ายเอกสาร (5) เครื่องปฏิบัติงานแบบผสมผสานซึ่งประกอบด้วยเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องโทรสาร และเครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์อยู่ในเครื่องเดียวกัน และ (6) อะไหล่และชิ้นส่วนย่อยของเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองหรือไม่ โดยโจทก์มีนายธเนศและนางสาวสรียามาเบิกความในทำนองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง ในขณะที่จำเลยมีนายพิทักษ์และนางสาวทั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง