คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 4597/2550
หลักกฎหมาย
ป.อ. มาตรา 78 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ทั้งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแต่อย่างใดว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ เพราะจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพแต่เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยซื้อจากชาวม้งในเขตจังหวัดตากแล้วจะนำลักลอบเข้าไปยังกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่าชาวเขาที่อยู่ในเขตหลายจังหวัดบริเวณภาคเหนือของประเทศรวมทั้งจังหวัดตากเป็นแหล่งค้าส่งยาเสพติดให้โทษรายใหญ่และจำนวนมาก คำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา 100/2 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย), 66 วรรคสอง (เดิม) จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดได้เมทแอมเฟตามีน 19,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 606.653 กรัม แบ่งบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้า 100 ถุง มัดห่อกระดาษสีน้ำตาลมีพลาสติกหุ้มทับรวม 10 มัด เป็นของกลาง โดยของกลางดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในช่องกระเป๋าด้านข้างของถุงกอล์ฟข้างละ 5 มัด วางอยู่ภายในที่เก็บของท้ายรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน วค 7163 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและขับมา และจำเลยที่ 2 นั่งคู่กับคนขับ และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทบุญฤทธิ์ สิงห์เถื่อน และสิบตำรวจโทวิชาญ มหาพันธ์ ผู้ร่วมตรวจค้นและจับกุมเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวไปถึงด่านตรวจและถูกพยานทั้งสองกับพวกเรียกให้หยุดขอทำการตรวจค้นนั้น จำเลยที่ 1 ตัวสั่นแสดงอาการเป็นพิรุธ เมื่อตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ที่ถุงกอล์ฟซึ่งวางอยู่ภายในที่เก็บของท้ายรถแล้ว จำเลยทั้งสองได้ให้การยอมรับว่าร่วมกันไปซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากชาวเขาเผ่าม้งในเขตจังหวัดตากในราคา 190,000 บาท และกำลังจะนำเข้าไปจำหน่ายที่กรุงเทพมหานคร พยานทั้งสองกับพวกจึงทำบันทึกการจับกุมขึ้นทันทีที่ด่านตรวจนั้นเอง ต่อจากนั้นได้นำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางและของกลางอื่น ๆ ทั้งหมดตามบัญชีของกลางคดีอาญา ส่งมอบแก่ร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์ หาญหัตถกิจ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์เบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย และแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นพนักงานขับรถของบริษัทโทเรไฟเบอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถประจำตัวให้นายคาซิฮิโร โตเกะ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทดังกล่าว ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของกลางคันเกิดเหตุให้นายคาซิฮิโรอยู่ ร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์จึงได้สอบปากคำนายคาซิฮิโรไว้ในฐานะพยาน ได้ความว่าปกติจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากนายคาซิฮิโรให้เป็นผู้ขับรถยนต์และดูแลรักษารถยนต์คันเกิดเหตุ หลังจากเลิกงานในแต่ละวันให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์กลับไปเก็บไว้ที่บ้านจำเลยที่ 1 แล้วนำไปรับนายคาซิฮิโรในตอนเช้า ก่อนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ไปขออนุญาตลาป่วยต่อนายคาซิฮิโรอ้างว่าจะไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแล้วได้นำรถยนต์คันเกิดเหตุออกไปโดยนายคาซิฮิโรก็ไม่ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวอีกดังปรากฏในรายละเอียดตามบันทึกคำให้การของนายคาซิฮิโร นอกจากนั้น ร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์ยังได้ทำการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของจำเลยทั้งสองปรากฏว่ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันบ่อยมาในช่วง 3 เดือนก่อนถูกจับกุมตามหนังสืงแจ้งรายละเอียดการใช้โทรศัพท์ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบและอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโทรศัพท์จากจำเลยที่ 2 ที่อยู่จังหวัดตากให้ไปช่วยขนย้ายสิ่งของให้เนื่องจากจำเลยที่ 2 จะย้ายไปอยู่กับบุตรสาวที่แต่งงานกับหลานของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 จึงขับรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดตา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง