ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566

ฎีกาที่ 4599/2566

หลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ริบไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป 10 ท่อน ของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในคดีส่วนอาญา และรับข้อเท็จจริงโดยไม่ประสงค์ต่อสู้คดีในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก 69 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1)), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำไม้ หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต) ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือทำลายป่า (ที่ถูก ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น) ฐานร่วมกันยึดถือ ทำประโยชน์ในที่ดิน ครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. (ที่ถูก ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้าม ประเภท ข.) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้นเนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าที่ดินและต้นไม้อยู่ในเขตที่นาที่สวน อันเป็นการฎีกาโต้แย้งทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวคนละ 4 ปี และ 1 ปี ตามลำดับ ก่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2566 · ทนอย Thanoy