ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 460/2551

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ปั๊มน้ำมันแต่ไม่ถูกผู้ใด เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 หลบหนีจำเลยทั้งสามติดตามไปไล่ยิงผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จนถึงหน้าโรงแรม อันเป็นการส่อให้เห็นเจตนามุ่งมั่นที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันจากที่เกิดเหตุจุดแรกไปยังที่เกิดเหตุจุดที่สอง เมื่อกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามยังย้อนกลับไปยิงพวกของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โรงแรมอีกจนกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 4 ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 4 โดยพลาดอีกกระทงหนึ่ง รวมเป็นความผิด 2 กระทง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสามกับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งเป็นเยาวชนได้แยกไปดำเนินคดีต่างหากได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกประกอบขึ้นเองขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนและกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดจำนวนหลายนัด ใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนดีบุก และบริเวณโรงแรมภูเก็ตมนตรีรีโซเทล ตำบลตลาดใหญ่ ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายฤทธิ์หรือลิตร ดาสันทัด ผู้เสียหายที่ 1 นายอภิชาติ การะเกตุ ผู้เสียหายที่ 2 นายธีรศักดิ์ ส่งเกียรติวงศ์ ผู้เสียหายที่ 3 และผู้มีชื่อซึ่งเป็นพวกของผู้เสียหายทั้งสามอีกหลายคน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสามกับพวกหลบหนีได้ทัน กระสุนปืนจึงไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสามกับพวก หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงโดยเจตนาฆ่า 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณศีรษะ ไหล่ซ้าย นิ้วมือซ้าย สีข้างด้านซ้าย ที่สะโพกและขาด้านซ้าย ถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณลำคอ สีข้างด้านซ้ายและบริเวณแขนกับขาด้านซ้าย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนถูกที่อวัยวะไม่สำคัญ และแพทย์ทำการรักษาได้ทันท่วงที ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสามกับพวกได้กระทำความผิดดังกล่าวและร่วมกันหลบหนีไปแล้ว จำเลยทั้งสามกับพวกได้หวนกลับมายังที่เกิดเหตุอีกและร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงผู้มีชื่อซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดโดยแน่ชัด และเป็นพวกของผู้เสียหายทั้งสาม 1 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้มีชื่อดังกล่าวหลบหนีไปทันจึงไม่ถึงแก่ความตายแต่กระสุนปืนถูกนายวัชระ คล้ายสุวรรณ ผู้เสียหายที่ 4 ที่บริเวณลูกอัณฑะโดยพลาด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 92, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 30 ปี รวมจำคุกคนละ 31 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 41 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 15 ปี 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 371 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน เมื่อลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2551 · ทนอย Thanoy