คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 4615/2560
หลักกฎหมาย
ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 196/2550 ของศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลพิพากษาว่าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-0148-70129 จัดเข้าพิกัดศุลกากร 8471.90 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ย ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบสองเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าเลขที่เดียวกันอีก จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แม้ต่อมาจะได้ความจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์และศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ได้ก่อนคดีถึงที่สุดก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีคำสั่งทางปกครองที่เข้าข้อยกเว้นว่าเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ก่อนมีการออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า โจทก์เคยมีข้อโต้แย้งการจัดประเภทพิกัดสินค้าพิพาทในคดีนี้ โดยส่งหนังสือสอบถามไปยังกลุ่มงานพิกัดอัตราศุลกากร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เคยเข้าพบเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและปราบปรามเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าพิพาท เจ้าพนักงานประเมินเคยมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปชี้แจงและยื่นเอกสาร และโจทก์ยังมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักกฎหมายโต้แย้งการจัดพิกัดสินค้าพิพาทของผู้จับกุม ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีแบบแจ้งการประเมินอ้างถึงเลขที่ใบขนสินค้าพิพาทที่ตรวจพบว่าสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรไม่ถูกต้อง ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวได้ตรงตามการประเมิน จึงเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลอีก พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติให้การตีความในพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรฯ ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งหมายเหตุของหมวด 16 ข้อ 4 ระบุว่า "ในกรณีเครื่องจักร (รวมถึงกลุ่มเครื่องจักร) ที่มีองค์ประกอบแยกเป็นแต่ละส่วน (ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะแยกกันหรือต่อเชื่อมกันด้วยท่อ อุปกรณ์ส่งกำลัง เคเบิลไฟฟ้าหรือด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ ) โดยเจตนาที่จะให้ร่วมกันทำหน้าที่อย่างหนึ่งที่ระบุได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งคลุมถึงโดยประเภทใดประเภทหนึ่งในตอนที่ 84 หรือตอนที่ 85 ให้จำแนกของทั้งหมดเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่นั้น" ส่วนหมายเหตุของหมวด 18 ตอนที่ 90 ข้อ 3 ระบุว่า "ข้อกำหนดของหมายเหตุ ข้อ 4 ในหมวด 16 ให้ใช้กับตอนนี้ด้วย" และหมายเหตุของตอนที่ 84 ข้อ 5 จ. ระบุว่า "เครื่องจักรที่ประกอบร่วมกันหรือทำงานเชื่อมกันกับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และทำงานเฉพาะอย่างนอกจากการประมวลผลข้อมูลให้จำแนกเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่การทำงานของเครื่องจักรนั้นหรือจำแนกเข้าประเภทอื่นที่เหลือ" เมื่อสินค้าเครื่องสแกนเนอร์พิพาทที่โจทก์นำเข้ามาพร้อมกับเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์และใช้งานร่วมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ที่ออกแบบเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างเป็นเครื่อง DIGITAL MINILAB นำมาใช้งานเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการภาพถ่ายออกแบบเพื่อทำงานร่วมกันตรงตามความในหมายเหตุข้อ 4 หมวด 16 หมายเหตุข้อ 3 ตอน 90 และหมายเหตุของตอนที่ 84 ข้อ 5 (จ) จึงจัดเป็นของตามพิกัดประเภทที่ 9010.50 ในฐานะเป็นเครื่องอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ตามห้องปฏิบัติการภาพถ่าย (รวมถึงภาพยนตร์) และเครื่องเนกาโตสโกป ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 และข้อ 6
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 173พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 17พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 37พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 15
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าฯ (กศก.115) ที่ กค.0517(6)/3-3-00571 ถึง 3-3-00586, ที่ กค.0517(6)/3-3-00588 ถึง 3-3-00604, ที่ กค.0517(6)/3-3-00606 ถึง 3-3-00640 และ (กศก.114) ที่ 9-2-00778 ถึง 9-2-00779 กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ.81/2554/ป2/2554 (3.14) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 และให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ จำเลยทั้งสิบสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า (กศก.115) ที่ กค.0517(6)/3-3-00571 ถึง 3-3-00586, ที่ กค.0517(6)/3-3-00588 ถึง 3-3-00604, ที่ กค.0517(6)/3-3-00606 ถึง 3-3-00640 และ (กศก.114) ที่ 9-2-00779 กับให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึง 12 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กค.81/2554/ป.2/2554 (3.14) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 เป็นว่าให้โจทก์รับผิดชำระภาษีศุลกากรตามการประเมิน พร้อมเงินเพิ่ม ส่วนเบี้ยปรับให้งดทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบกิจการนำเข้าอุปกรณ์ถ่ายภาพ ฟิล์มถ่ายภาพ เครื่องล้าง อัด ขยายภาพ และอื่น ๆ โจทก์เป็นผู้นำเข้าสินค้า DIGITAL MINI LAB FRONTIER SYSTEM (เครื่องอัดรูประบบดิจิตอล) ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ เครื่อง LASER PRINTER AND PAPER PROCESSOR (LP) และเครื่อง SCANNER AND IMAGE PROCESSOR (SP) จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในราชอาณาจักร ก่อนพิพาทคดีนี้โจทก์นำเข้าเครื่อง LP และ SP ควบคู่กันและสำแดงใบขนสินค้าฉบับเดียวกันตลอด ต่อมาระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2544 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 1500 คู่กับ SP 2000 รุ่นฟรอนเทียร์ 350 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากัน แต่แยกใบกำกับสินค้า (INVOICE) และแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็นสองฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 รวม 18 ใบขนสินค้า ระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2547 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 1500 คู่กับ SP 2000 รุ่นฟรอนเทียร์ 350 LP 2000 คู่กับ SP 2000 รุ่นฟรอนเทียร์ 370 LP 2500 คู่กับ SP 2500 รุ่นฟรอนเทียร์ 390 LP 1500 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 355 LP 2000 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 375 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากันมาในเรือลำเดียวกัน แต่แยกใบกำกับสินค้า (INVOICE) และแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็นสองฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 รวม 45 ใบขนสินค้า ระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 1500 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 355 LP 5700 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 570 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากัน แต่แยกใบกำกับสินค้า (INVOICE) และแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็นสองฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 รวม 4 ใบขนสินค้า และวันที่ 10 มีนาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 5700 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 570 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 3 ชุด (SET) เข้ามาในเรือลำเดียวกัน จัดทำใบขนสินค้าแยกเป็นสองฉบับ โดยสินค้า SP จำนวน 3 ชุด สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00348-20614 ชำระอากรประเภทพิกัด 8471.90 อัตราร้อยละ 0 และโจทก์ขอวางประกันไว้ในประเภทพิกัดอัตรา 9010.50 อัตราร้อยละ 10 ส่วนสินค้า LP จำนวน 3 ชุด สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00348-30164 ชำระอากรพิกัดอัตรา 9010.50 อัตราร้อยละ 10 วันที่ 7 กรกฎาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 5700 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 570 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากัน แต่แยกนำเข้ามาคนละวัน โดยวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP จำนวน 10 ชุด ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00648-71679 ชำระอากรพิกัดอัตราที่ 9010.50 อัตราร้อยละ 10 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 นำเข้าสินค้า SP จำนวน 10 ชุด ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00748-71468 ชำระค่าอากรประเภทพิกัดอัตราที่ 8471.90 อัตราร้อยละ 0 วันที่ 6 ตุลาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 5500 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 550 จำนวน 4 ชุด เท่ากัน แต่แยกใบกำกับสินค้าและแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็น 2 ฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 อัตราร้อยละ 10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 อัตราร้อยละ 0 รวม 70 ฉบับ โจทก์ทำแบบยื่นเรื่องราวและร้องขอต่อผู้อำนวยการสำนักกฎหมายขอนำสินค้าออกไปก่อนโดยขอวางประกัน และโต้แย้งพิกัดในภายหลัง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง